
ทำเนียบขาวเตรียมถกรุ่นใหญ่ร่วมกับวุฒิสภาเพื่อเคลียร์ปมข้อกำหนดจริยธรรมใน Clarity Act
การเจรจาร่างกฎหมายข้อตกลงทางการเงินดิจิทัลหรือ Clarity Act กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ตึงเครียดอย่างมาก โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาวซึ่งอาจรวมถึงหัวหน้าคณะทำงานอย่าง Susie Wiles เตรียมจะเข้าพบและหารือร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาเพื่ออุดรอยร้าวและหาข้อสรุปในประเด็นทางจริยธรรมที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ก่อนหน้านี้ การพูดคุยระหว่างสมาชิกวุฒิสภาของทั้งสองพรรคต้องเผชิญกับทางตันเนื่องจากฝั่งพรรคเดโมแครตยืนกรานที่จะใส่ข้อจำกัดไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงและฝ่ายนิติบัญญัติมีผลประโยชน์ส่วนตัวผูกติดกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกระแสต่อต้านนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินว่าตัวเขาสามารถทำเงินได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากความเกี่ยวพันในอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2025 ส่งผลให้กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนออกมาแถลงข่าวขู่ว่าจะคัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างเต็มที่หากไม่มีการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ถูกมองว่าอาจนำไปสู่การคอร์รัปชันออกไป ในขณะที่ผู้คนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลประเมินว่า หากสามารถตกลงข้อกำหนดในหมวดจริยธรรมนี้ได้สำเร็จ ร่างกฎหมาย Clarity Act ก็จะสามารถผ่านฉลุยในขั้นตอนที่เหลือของวุฒิสภาได้อย่างรวดเร็ว แต่ความไม่แน่นอนในปัจจุบันคือการที่ทรัมป์จะยอมรับข้อจำกัดที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ส่วนตัวของเขามากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ วุฒิสภามีเวลาทำงานเหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเดินทางออกจากวอชิงตันเพื่อพักภาคฤดูร้อนยาวไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหากการเจรจาในสัปดาห์นี้หลุดลอยไป โอกาสที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้ภายในปีนี้ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องยาก ที่มา: coindesk มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการเจรจาในหมวดจริยธรรมของร่างกฎหมาย Clarity Act สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้ขยับขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการเงินที่มีอิทธิพลระดับสูงในสหรัฐอเมริกา การที่ประธานาธิบดีสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากอุตสาหกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้อยู่แค่ในวงแคบๆ อีกต่อไป แต่ได้หลอมรวมเข้ากับกลุ่มทุนระดับประเทศแล้ว การต่อสู้ในสภาคองเกรสรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการคานอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างสองพรรคใหญ่ แม้ว่าความล่าช้าในการเจรจาอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวลจนนำไปสู่การ panic sell หรือชะลอการลงทุน แต่หากทำเนียบขาวสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้และผลักดันกฎหมายนี้ออกมาได้สำเร็จ กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนจะเป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อการเติบโตอย่างมั่นคงของตลาดในระยะยาว








