News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

ทำเนียบขาวเตรียมถกรุ่นใหญ่ร่วมกับวุฒิสภาเพื่อเคลียร์ปมข้อกำหนดจริยธรรมใน Clarity Act
World
⭐ Featured

ทำเนียบขาวเตรียมถกรุ่นใหญ่ร่วมกับวุฒิสภาเพื่อเคลียร์ปมข้อกำหนดจริยธรรมใน Clarity Act

การเจรจาร่างกฎหมายข้อตกลงทางการเงินดิจิทัลหรือ Clarity Act กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายที่ตึงเครียดอย่างมาก โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาวซึ่งอาจรวมถึงหัวหน้าคณะทำงานอย่าง Susie Wiles เตรียมจะเข้าพบและหารือร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาเพื่ออุดรอยร้าวและหาข้อสรุปในประเด็นทางจริยธรรมที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ก่อนหน้านี้ การพูดคุยระหว่างสมาชิกวุฒิสภาของทั้งสองพรรคต้องเผชิญกับทางตันเนื่องจากฝั่งพรรคเดโมแครตยืนกรานที่จะใส่ข้อจำกัดไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงและฝ่ายนิติบัญญัติมีผลประโยชน์ส่วนตัวผูกติดกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกระแสต่อต้านนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินว่าตัวเขาสามารถทำเงินได้มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากความเกี่ยวพันในอุตสาหกรรมนี้เมื่อปี 2025 ส่งผลให้กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนออกมาแถลงข่าวขู่ว่าจะคัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างเต็มที่หากไม่มีการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ถูกมองว่าอาจนำไปสู่การคอร์รัปชันออกไป ในขณะที่ผู้คนในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลประเมินว่า หากสามารถตกลงข้อกำหนดในหมวดจริยธรรมนี้ได้สำเร็จ ร่างกฎหมาย Clarity Act ก็จะสามารถผ่านฉลุยในขั้นตอนที่เหลือของวุฒิสภาได้อย่างรวดเร็ว แต่ความไม่แน่นอนในปัจจุบันคือการที่ทรัมป์จะยอมรับข้อจำกัดที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ส่วนตัวของเขามากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ วุฒิสภามีเวลาทำงานเหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเดินทางออกจากวอชิงตันเพื่อพักภาคฤดูร้อนยาวไปจนถึงช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหากการเจรจาในสัปดาห์นี้หลุดลอยไป โอกาสที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้ภายในปีนี้ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องยาก ที่มา: coindesk มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการเจรจาในหมวดจริยธรรมของร่างกฎหมาย Clarity Act สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้ขยับขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการเงินที่มีอิทธิพลระดับสูงในสหรัฐอเมริกา การที่ประธานาธิบดีสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากอุตสาหกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้อยู่แค่ในวงแคบๆ อีกต่อไป แต่ได้หลอมรวมเข้ากับกลุ่มทุนระดับประเทศแล้ว การต่อสู้ในสภาคองเกรสรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการคานอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างสองพรรคใหญ่ แม้ว่าความล่าช้าในการเจรจาอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนเกิดความกังวลจนนำไปสู่การ panic sell หรือชะลอการลงทุน แต่หากทำเนียบขาวสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้และผลักดันกฎหมายนี้ออกมาได้สำเร็จ กรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนจะเป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อการเติบโตอย่างมั่นคงของตลาดในระยะยาว

Read More →
เกาหลีใต้เตรียมแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ 76 ปี ยกระดับคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสินทรัพย์ของชาติ
World
⭐ Featured

เกาหลีใต้เตรียมแก้ไขกฎหมายเก่าแก่ 76 ปี ยกระดับคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสินทรัพย์ของชาติ

กระทรวงเศรษฐกิจและการเงินของเกาหลีใต้ได้เปิดเผยแผนโรดแมปนโยบายเศรษฐกิจฉบับใหม่ ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ความเตรียมพร้อมในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินแห่งชาติที่มีการใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1950 การแก้ไขกฎหมายในรอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับให้สกุลเงินเสมือนจริงหรือคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการจำกัดความและรับรองฐานะเป็นสินทรัพย์ของประเทศอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบกฎหมายฉบับใหม่ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งมั่นจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาปฏิรูประบบการเงินสาธารณะ โดยกระทรวงการคลังมีกำหนดการจะเริ่มทดสอบระบบเงินฝากในรูปแบบโทเคนดิจิทัลสำหรับการใช้จ่ายของภาครัฐในช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้หรือ BOK ก็ได้เริ่มดำเนินการทดสอบระบบเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางหรือ CBDC ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ตามแผนงานที่วางไว้ รัฐบาลเกาหลีใต้จะเริ่มดำเนินโครงการนำร่องสำหรับพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคนดิจิทัลในปี 2027 โดยจะทำการเชื่อมต่อพันธบัตรดิจิทัลเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน CBDC ของธนาคารกลาง พร้อมทั้งศึกษาความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายบล็อกเชนของธนาคารกลางกับแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์อื่นๆ นอกจากนี้ทางภาครัฐยังได้กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติตลาดทุนและพระราชบัญญัติอิเล็กทรอนิกส์มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งจะส่งผลให้ระบบบัญชีบล็อกเชนได้รับการยอมรับทางกฎหมายในฐานะนายทะเบียนหลักทรัพย์อย่างถูกต้อง ที่มา: mofe มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการขยับตัวของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและทรงพลังมากสำหรับวงการสินทรัพย์ดิจิทัล การยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีให้เป็นสินทรัพย์ของชาติในระดับกฎหมายหลักแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่ได้มองเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรของภาคเอกชนอีกต่อไป แต่กำลังนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างการคลังของประเทศ การผสานพันธบัตรรัฐบาลเข้ากับระบบ CBDC จะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้แก่ประเทศอื่นๆ ในการยกระดับระบบพันธบัตรดั้งเดิมให้มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของรัฐผ่านโทเคนดิจิทัลจะช่วยกระจายความมั่งคั่งและสร้างสภาพคล่องใหม่ให้แก่ระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าตัวกฎหมายและการใช้งานจริงจะเริ่มประกาศใช้ในปี 2027 แต่การส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากภาครัฐในวันนี้จะเป็นแรงหนุนที่แข็งแกร่งในการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวให้แก่ราคา Bitcoin และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวม

Read More →
โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act เพื่อเป็นเกียรติแก่ Lindsey Graham
World
⭐ Featured

โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องวุฒิสภาผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act เพื่อเป็นเกียรติแก่ Lindsey Graham

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย Truth Social ออกมาเรียกร้องให้วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาเร่งพิจารณาและผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายสำคัญในการสร้างกรอบควบคุมดูแลตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเขาระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวควรทำเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lindsey Graham วุฒิสมาชิกคนสำคัญจากพรรครีพับลิกันรัฐเซาท์แคโรไลนาที่เพิ่งจากไปอย่างกะทันหันในวัย 71 ปี ทรัมป์ยังได้เน้นย้ำถึงมิติการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระดับชาติ โดยเตือนว่าประเทศจีนและอีกหลายชาติกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่และเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นตลาดที่สหรัฐอเมริกากำลังครองความได้เปรียบอยู่ การผ่านกฎหมายให้มีระเบียบรองรับอย่างชัดเจนจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้คู่แข่งสามารถแซงหน้าขึ้นมาได้ ร่างกฎหมาย Clarity Act ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการจัดระเบียบตลาดดิจิทัลให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากบริษัทชั้นนำในวงการอย่าง Coinbase และ Ripple ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนพฤษภาคม คณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายนี้ด้วยคะแนนเสียง 15 ต่อ 9 แต่กระบวนการหลังจากนี้ยังคงมีความซับซ้อน โดยเฉพาะการถูกคัดค้านจากฝั่งพรรคเดโมแครตที่ต้องการให้มีมาตรการตรวจสอบจริยธรรมที่รัดกุมขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากปัญหาทางการเมืองแล้ว ร่างกฎหมายนี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม พวกเขากังวลว่าการอนุญาตให้กลุ่มธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซีสามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือครอง Stablecoin ได้อย่างถูกกฎหมายจะทำให้ประชาชนแห่ถอนเงินฝากออกจากระบบธนาคารจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเงินทุนสำหรับปล่อยสินเชื่อ ในขณะเดียวกันการเสียชีวิตของ Lindsey Graham ก็ทำให้สัดส่วนที่นั่งของพรรครีพับลิกันในสภาลดลงเหลือเพียง 52 ต่อ 47 เสียง ซึ่งอาจทำให้การลงมติมีความยากลำบากมากขึ้น ที่มา: CNBC มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการดึงประเด็นการเสียชีวิตของวุฒิสมาชิกมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้รับการยอมรับในระดับสากลโดยเร็วที่สุด แม้ว่าในความเป็นจริง Lindsey Graham จะมุ่งเน้นไปที่งานด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศมากกว่าเรื่องคริปโตเคอร์เรนซีก็ตาม การมีความชัดเจนทางกฎหมายถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกให้นักลงทุนสถาบันสามารถอัดฉีดเม็ดเงินก้อนใหญ่เข้าสู่ระบบได้อย่างสบายใจ ซึ่งหากร่างกฎหมายนี้ถูกบังคับใช้จริงก็จะส่งผลดีโดยตรงต่อราคาของ Bitcoin และตลาดรวมในระยะยาว แต่ในระยะใกล้นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มธนาคารเก่าและกลุ่มเทคโนโลยีการเงินใหม่ในกระบวนการพิจารณาของสภาอย่างใกล้ชิด

Read More →
โบลิเวียเล็งดึง USDT เข้าสู่ระบบชำระเงินของประเทศ เดินหน้าเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มตัว
World
⭐ Featured

โบลิเวียเล็งดึง USDT เข้าสู่ระบบชำระเงินของประเทศ เดินหน้าเปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มตัว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของโบลิเวียได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังประเมินความเป็นไปได้ในการดึงเหรียญ USDT ของบริษัท Tether เข้ามาร่วมใช้งานในระบบชำระเงินแห่งชาติ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเด็ดขาด มาเป็นการเปิดทางให้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐอย่างเป็นทางการ ข้อเสนอดังกล่าวในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการทบทวนทางเทคนิคและยังไม่ได้มีการประกาศใช้เป็นกฎหมายหรือกำหนดให้เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสร้างกรอบการทำงานสำหรับธนาคารพาณิชย์ กระเป๋าเงินดิจิทัล และผู้ให้บริการชำระเงินต่างๆ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไปคือการเพิ่มความเข้มงวดในระบบป้องกันการฟอกเงิน เนื่องจากโบลิเวียยังคงติดอยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษหรือบัญชีเทาขององค์กรต่อต้านการฟอกเงินสากลหรือ FATF ซึ่งส่งผลให้ประเทศถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากปัญหาข้อบกพร่องในระบบปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน ความต้องการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในโบลิเวียขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังจากธนาคารกลางประกาศยกเลิกข้อจำกัดในการทำธุรกรรมเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2024 ข้อมูลจากธนาคารกลางระบุว่าปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีพุ่งทะยานขึ้นจาก 46.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 ไปเป็น 294 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 630% หลังจากการปลดล็อกข้อจำกัด การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้เกิดขึ้นเพราะประชาชนและภาคธุรกิจต้องการหาทางออกในการทำธุรกรรมหลังจากประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรง จนรัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายผูกติดค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐที่ใช้มาอย่างยาวนานและเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวในช่วงต้นปีนี้ โดยก่อนหน้านี้บริษัทพลังงานแห่งชาติของโบลิเวียก็ได้ประกาศแผนที่จะนำคริปโตเคอร์เรนซีมาใช้สำหรับการนำเข้าพลังงาน ขณะที่ธนาคารกลางโบลิเวียเองก็กำลังศึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับกรอบกฎหมายจากประเทศเอลซัลวาดอร์ นอกจากนี้ ธนาคารที่รัฐควบคุมอย่าง Banco Unión ก็ได้เปิดบริการให้ลูกค้าสามารถซื้อเหรียญ USDT ผ่านระบบเพื่อนำไปใช้ในการชำระเงินระหว่างประเทศและการโอนเงินกลับประเทศได้แล้วตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่มา: coindesk มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการขยับตัวของโบลิเวียในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าปัญหาทางเศรษฐกิจในโลกแห่งความเป็นจริงกำลังเป็นตัวเร่งให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องหันมาพึ่งพา Stablecoin อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐและการเสื่อมค่าของเงินสกุลท้องถิ่นทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องการสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและโอนย้ายได้ง่าย การที่รัฐบาลยอมรับความจริงและพยายามนำ USDT เข้ามาอยู่ในระบบการเงินอย่างถูกต้องถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดแทนที่จะปล่อยให้เกิดการซื้อขายในตลาดมืดอย่างผิดกฎหมาย แม้ว่าความท้าทายเรื่องกฎเกณฑ์การฟอกเงินของ FATF จะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ แต่หากโบลิเวียสามารถวางระบบได้สำเร็จ มันจะเป็นโมเดลสำคัญที่ประเทศอื่นๆ ซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจคล้ายกันจะนำไปปฏิบัติตาม และจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพรวมถึงปริมาณการใช้งานของ USDT ในฐานะสกุลเงินทางเลือกของโลกในอนาคต

Read More →
SBI VC Trade เตรียมเปิดบริการให้กู้เหรียญ ‘JPYSC’ ชูดอกเบี้ยช่วงแรกสูง 3% ต่อปี
World
⭐ Featured

SBI VC Trade เตรียมเปิดบริการให้กู้เหรียญ ‘JPYSC’ ชูดอกเบี้ยช่วงแรกสูง 3% ต่อปี

SBI VC Trade ประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ว่า จะเริ่มเปิดรับสมัครผู้ใช้บริการ “JPYSC Lending” ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมนี้ โดยบริการดังกล่าวเปิดโอกาสให้เหล่านักลงทุนสามารถนำเหรียญ Stablecoin เยนรูปแบบทรัสต์อย่าง “JPYSC” มาปล่อยกู้ยืมบนแพลตฟอร์ม เพื่อรับผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมการใช้งาน (ดอกเบี้ย) โดยมีกำหนดการเริ่มปล่อยกู้จริงในวันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งทางบริษัทระบุว่า นี่ถือเป็นบริการให้กู้ยืม Stablecoin ประเภททรัสต์ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวบริการดังกล่าว ในช่วงแรกมีการเสนอสัญญาแบบครบกำหนดระยะเวลา 12 สัปดาห์ พร้อมให้อัตราดอกเบี้ยรายปีสูงถึง 3% และแม้จะกลับเข้าสู่ช่วงสภาวะปกติ ทางบริษัทก็มีแผนที่จะเสนออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1-3% ซึ่งยังคงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสกุลเงินเยนของธนาคารทั่วไป ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 0.325-1% อย่างไรก็ตาม บริการนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก และโดยทั่วไป จะไม่อนุญาตให้ถอนเงินคืนก่อนกำหนดในระหว่างระยะเวลาการกู้ยืม นอกจากนี้ ในกรณีร้ายแรงหากบริษัทเผชิญภาวะล้มละลาย เงิน JPYSC ที่นำมาฝากไว้จะไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายบริการการชำระเงินในส่วนของการแยกทรัพย์สินของลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัท ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุนทั้งหมดหรือบางส่วน เจาะลึกสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในแง่ของข้อกฎหมายด้านภาษี ค่าธรรมเนียมหรือผลตอบแทนที่ได้รับผ่านบริการ JPYSC Lending จะถูกจัดอยู่ในประเภทรายได้เบ็ดเตล็ด ซึ่งต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้รวม ซึ่งจะแตกต่างจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วไปที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราคงที่ 20.315% โดยจุดเด่นของ JPYSC Lending คือ หากนักลงทุนเข้าตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น มีรายได้เบ็ดเตล็ดรวมต่อปีไม่เกิน 200,000 เยน และไม่มีรายได้เบ็ดเตล็ดอื่นๆ นักลงทุนรายนั้นก็จะไม่จำเป็นต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากเหรียญ JPYSC สกุลเงินเยนแล้ว ปัจจุบัน SBI VC Trade ยังเปิดให้บริการรองรับเหรียญ Stablecoin ยอดนิยมที่ผูกกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอย่าง USDC และ RLUSD อีกด้วย โดยบริษัทได้เริ่มนำร่องเปิดบริการให้กู้ยืมเหรียญ USDC มาตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มบริษัทในการผลักดันและส่งเสริมให้ Stablecoin ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่สื่อกลางในการชำระเงินซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาไปเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความมั่งคั่งและการออมเงินให้แก่ประชาชนทั่วไปได้อีกด้วย สกุลเงินดิจิทัล ที่มา : coinpost มุมมองผู้เขียน : การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง SBI กล้าเปิดบริการปล่อยกู้ Stablecoin ทรัสต์เป็นรายแรกในญี่ปุ่น สะท้อนว่า ตลาดนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงที่ผู้เล่นกระแสหลักมองเห็นโอกาสจริงจังมากขึ้น ดอกเบี้ย 3% ในช่วงแรกอาจเป็นกลยุทธ์ดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ นักลงทุนที่สนใจควรพิจารณาความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องและการไม่ได้รับความคุ้มครองเงินฝากให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าล็อกในสัญญาระยะยาว

Read More →
เจาะลึก 4 ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตในสัปดาห์นี้
World
⭐ Featured

เจาะลึก 4 ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตในสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ตารางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อัดแน่นไปด้วยรายงานข้อมูลเงินเฟ้อชุดใหญ่ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางก็กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าภาพรวมตลาดคริปโตเคอเรนซีจะยังคงรักษาระดับราคาที่ปรับตัวขึ้นมาได้ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา แต่บรรยากาศการซื้อขายในเช้าวันจันทร์เริ่มส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเหล่านักเทรดกำลังประเมินสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ชนวนเหตุล่าสุดเกิดขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านหลายระลอก เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านโจมตีเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์อีกลำ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางอิหร่านได้ประกาศ “ปิดช่องแคบ” ดังกล่าวทันที ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกแถลงการณ์ปฏิเสธและยืนยันในสิ่งตรงกันข้าม ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นราว 4% โดยน้ำมันดิบ WTI และ Brent ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 74.50 ดอลลาร์ และ 79 ดอลลาร์ตามลำดับ ส่วนตลาดฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ เปิดลบเล็กน้อย ซึ่งสำนักวิเคราะห์ The Kobeissi Letter ได้สรุปภาพรวมสัปดาห์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ประจำปี 2026 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อม ๆ กับความตึงเครียดที่กลับมาปะทุเดือดอีกครั้ง ณ ช่องแคบฮอร์มุซ” เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 13 กรกฎาคม ถึง 17 กรกฎาคม นอกเหนือจากปัจจัยสงครามแล้ว รายงานเงินเฟ้อที่กำลังจะทยอยประกาศออกมา อาจเข้ามาซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มความผันผวนให้แก่ตลาดหมีที่ลากยาวรอบนี้ โดยมีรายละเอียดสำคัญประจำสัปดาห์ดังนี้ วันอังคาร (14 กรกฎาคม): รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค วันพุธ (15 กรกฎาคม): รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งค้าส่ง วันพฤหัสบดี (16 กรกฎาคม): รายงานยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายน และดัชนีภาคการผลิตจากเฟดฟิลาเดลเฟียประจำเดือนกรกฎาคม วันศุกร์ (17 กรกฎาคม): ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์เงินเฟ้อจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน อ้างอิงข้อมูลจาก Yahoo Finance คาดการณ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานรายปี ทั้งในส่วนของ CPI และ PPI มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 3.8% และ 6.2% ตามลำดับ ซึ่งหากเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นจริง จะกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องเดินหน้า “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายขั้นรุนแรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต ยิ่งไปกว่านั้น การยกระดับความรุนแรงทางการทหารในตะวันออกกลางก็ยิ่งเป็นตัวซ้ำเติมให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ยังมีกองทัพธนาคาร และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกพากันรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 นำโดย JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Bank of America, Wells Fargo และ Citibank ในวันอังคาร ตามมาด้วย Morgan Stanley และ BlackRock ในวันพุธ แนวโน้มตลาดคริปโต ในส่วนของภาพรวมตลาดคริปโตเคอเรนซี มูลค่ารวมของตลาด ยังคงทรงตัวได้ ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวอยู่แถว ๆ 2.26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เริ่มเห็นการย่อตัวลงเล็กน้อยในเช้าวันจันทร์ทันที หลังจากมีรายงานข่าวการโจมตีทางอากาศระลอกล่าสุด เหรียญ Bitcoin (BTC) แม้จะสามารถประคองราคาให้อยู่เหนือระดับ 64,000 ดอลลาร์มาได้ นานร่วม 12 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ แต่ล่าสุดราคาได้ร่วงดิ่งลงไปต่ำกว่าระดับ 64,000 ดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อย โดยในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin กำลังซื้อขายอยู่ที่ 63,097 ดอลลาร์ ลดลง 1.3 % ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านม ทางด้าน Ether (ETH) ทำผลงานได้ค่อนข้างดีกว่าเล็กน้อย โดยสามารถรักษาระดับราคาเหนือ 1,700 ดอลลาร์เอาไว้ได้ เกือบตลอดทั้งวันที่ผ่านมา หลังจากที่เพิ่มพุ่งขึ้นมาถึง 15% ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในระลอกสัปดาห์นี้ดุเดือดขึ้น ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวสูงเกินคาด สินทรัพย์ทั้งสองตัวมีโอกาสสูงมากที่จะถูกเทขายและปรับตัวดิ่งลงลึกกว่านี้ ที่มา : cryptopotato มุมมองผู้เขียน : ถ้าดูจากจังหวะที่ทุกปัจจัยลบมาชนกันพอดีในสัปดาห์เดียว ตลาดคริปโตมีโอกาสเห็นแรงเทขายระยะสั้นมากกว่าจะฟื้นตัวเร็ว โดยเฉพาะถ้าตัวเลขเงินเฟ้อวันอังคารและวันพุธออกมาสูงกว่าคาดจริง ราคาน้ำมันที่พุ่งอยู่ตอนนี้ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เฟดต้องคงท่าทีแข็งกร้าวต่อไป

Read More →
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมหาเศรษฐีคริปโตรวมตัวสร้างประเทศใหม่ที่เงินคือคะแนนเสียง
World
⭐ Featured

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมหาเศรษฐีคริปโตรวมตัวสร้างประเทศใหม่ที่เงินคือคะแนนเสียง

ณ ดินแดนเล็กๆ บนพื้นที่พิพาทที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศเซอร์เบียและโครเอเชีย ริมแม่น้ำดานูบ ใครจะไปคิดว่าผืนดินแห่งนี้ได้ถูกพัฒนาเป็นประเทศใหม่ที่มีเป้าหมายในการเป็นประเทศที่เสรีที่สุดในโลก อย่าง ลิเบอร์แลนด์ Liberland แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การที่ประเทศแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มมหาเศรษฐีคริปโทฯ ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างแน่นแฟ้น มหาเศรษฐีเหล่านี้ ได้ให้เงินทุนในการจัดตั้งดินแดนปลอดภาษีขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดที่ว่า “รัฐบาลเองก็สามารถถูกแทนที่ได้” ประเทศที่เงินคือตัวชี้ชะตา ในสังคมประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงทีเท่ากันแต่ที่ Liberland “สิทธิ์”คือสิ่งที่จะได้มาจากอำนาจที่คุณครอบครองอยู่ ซึ่งในกรณีนี้คือเหรียญคริปโต Liberland Merits ที่ถ้ายิ่งทุ่มเงินเยอะยิ่งมีมากก็ยิ่งมีอำนาจในการชี้นำการตัดสินใจของประเทศได้ แม้จะฟังดูเหมือนโหดร้ายแต่ผู้คนบางส่วนกลับสนับสนุนแนวคิดทุนนิยมสุดโต่งนี้และมีเหตุผลที่รองรับ Ivan Pernar รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของลิเบอร์แลนด์ และอดีตสมาชิกรัฐสภาโครเอเชียผู้เคยถูกขับออกจากรัฐสภา กล่าวว่า ที่ Liberland พวกเขาไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นมิตรและต้อนรับทุกคนที่อยากจะเป็นประชากร กลับกันพวกเขาได้มีการตรวจเข้มเลยต่างหาก ตามปกติแล้วบุคคลที่เชื่อในเรื่องของเสรีภาพ หรือระบบการเงินไร้ศูนย์กลาง มักจะเป็นกลุ่มชนชั้นสูงของสังคมซึ่งเริ่มเกิดคำถามเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพของพวกเขา เช่นในระบบปัจจุบัน ที่หากคุณมีกลุ่มคนไร้บ้านที่ไม่มีอะไรเลยอยู่ในประเทศ คนอื่น ๆ ก็ต้องเข้ามาแบกรับภาระเพื่อจ่ายสวัสดิการให้คนเหล่านี้ แนวคิดของ Pernar นั้นสุดโต่งมากถึงขนาดเปรียบเทียบคนจนกับสัตว์ โดยกล่าวว่า อย่าให้อาหารสัตว์ เพราะถ้าคุณทำ พวกมันจะเคยตัวและสูญเสียความสามารถในการหาอาหารเลี้ยงตัวเองไป ซึ่งมนุษย์เราก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน ดังนั้น สำหรับกลุ่มผู้สนับสนุนที่ร่ำรวยของลิเบอร์แลนด์แล้ว การช่วยเหลือคนจน หรือการจัดเก็บภาษีและการกระจายความมั่งคั่งจากส่วนกลางในรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการล่วงละเมิดต่อเสรีภาพส่วนบุคคลของพวกเขาทั้งสิ้น เศรษฐีผู้อยู่เบื้องหลัง แม้ว่า Vít Jedlička นักการเมืองจากสาธารณรัฐเช็คจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของลิเบอร์แลนด์ แต่ในขณะเดียวกัน “Justin Sun” อภิมหาเศรษฐีคริปโต ก็มีตำแหน่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของประเทศเลยทีเดียว Sun คือชายผู้อยู่เบื้องหลังบล็อกเชน Tron ผู้เคยซื้องานศิลปะกล้วยแปะเทปสุดโด่งดังเป็นจำนวนเงินกว่า $6.2 ล้าน และนำมันมารับประทาน อีกทั้งเขายังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแม้ตอนนี้จะมีความบาดหมางกันแล้วก็ตาม เขาให้สัมภาษณ์ว่า ไอเดียในการก่อตั้งประเทศจำลองนี้ขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากแนวคิดที่ว่าตัวของดาวเคราะห์โลกเองนั้น ไร้ขอบเขตและไม่มีการแบ่งแยกเขตแดน ซึ่งแนวคิดความเป็นชาติและประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ล้าหลังและไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีของบล็อกเชน อนาคตของการปกครอง ในโลกของบล็อกเชนการใช้โทเคนแทนคะแนนเสียงโหวตไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่การนำมาปรับใช้จริงกับระบบการปกครองของประเทศเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และถ้า Liberland และ Sun ทำสำเร็จวันหนึ่งมันอาจถูกนำมาใช้ในโลกได้จริงก็เป็นได้ เพราะแทนที่ประชาชนจะต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้กฎของโค้ดทางคณิตศาสตร์จะกลายเป็นตัวที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งกฎหมายที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติตาม โดย Curtis Yarvin นักคิดผู้ทรงอิทธิพลฝั่งขวาจัดได้เสนอแนวคิดว่า ประชาธิปไตยนั้นล้มเหลวและควรถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างบริษัท-ระบอบกษัตริย์ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าบรรดามหาเศรษฐีต่างได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของเขาไปไม่น้อย ลองคิดดูว่า หากวันหนึ่งรัฐชาติแบบดั้งเดิมถูกยุบ แล้วถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายของประเทศขนาดเล็กทั่วโลกที่มี “ผู้ถือหุ้น” เป็นเจ้าของ และปกครองโดย กษัตริย์ควบตำแหน่งซีอีโอ ที่ประชาชนจะทำหน้าที่เหมือนลูกค้าที่เลือกใช้บริการ และผู้ถือหุ้นจะสามารถควบคุมกองทัพหรือตำรวจได้ผ่านระบบเทคโนโลยีคริปโตจะเป็นอย่างไร เสี้ยวหนึ่งของภาพใหญ่ Liberland นั้นถือเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของความพยายามจัดตั้ง micronation เพียงเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีมาก่อน เช่นการตั้ง Prospera ในประเทศฮอนดูรัส หรือจะเป็นการตั้งเมืองลอยน้ำของ Peter Thiel รวมถึงประเทศดิจิทัลของ Tim Draper ที่ใช้ Bitcoin เป็นสกุลเงินหลัก พวกเขาเหล่านี้แม้จะมีวิธีการต่างกันแต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนแล้วแต่มุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกันคือ “อิสรภาพจากระบบเก่า” ซึ่ง Draper เคยกล่าวว่ารัฐบาลนั้นให้บริการที่แย่แต่กลับใช้ค่าใช้จ่ายสูง และในอนาคตบล็อกเชนจะเข้ามาแทนที่อย่างแน่นอนเหลือแค่เพียงรอเวลา อย่างไรก็ตาม ความฝันในการปลดแอกของมหาเศรษฐีคริปโตดูเหมือนว่าจะย้อนแย้งกับสถานการณ์ความเป็นจริงเมื่อรายงานบ่งชี้ว่ากลุ่มธุรกิจคริปโต ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอุตสาหกรรมที่ทุ่มเม็ดเงินมากที่สุดในการล็อบบี้แซงหน้าอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล แสดงให้เห็นว่า การสร้างโลกในอุดมคติของพวกเขายังเป็นเพียงแค่ไอเดียเพ้อฝันที่ยังดูไม่มีประโยชน์จริง สุดท้ายแล้วแนวคิดสุดโต่งเหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงของทุกคน แต่เป็นเพียงการย้ายอำนาจจากรัฐบาลไปสู่มือของกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยี ไม่ต่างอะไรกับระบบทุนนิยมที่มีอยู่เดิมเลยแม้แต่น้อย ที่มา : BBC , ภาพ : Liberland

Read More →
สัญญาณก่อนราคา Bitcoin พุ่ง 25% ปรากฏ : นักลงทุนลุ้นราคาวิ่งต่อระลอกใหม่
World
⭐ Featured

สัญญาณก่อนราคา Bitcoin พุ่ง 25% ปรากฏ : นักลงทุนลุ้นราคาวิ่งต่อระลอกใหม่

สัญญาณบนเครือข่ายที่เคยเกิดขึ้นก่อนราคา Bitcoin พุ่งขึ้นราว 25% เริ่มกลับมาแสดงให้เห็นอีกครั้ง เนื่องจากกลุ่มผู้ถือครองระยะยาว เริ่มสลับฝั่งจาก ‘ผู้ขายสุทธิ’ มาเป็น ‘ผู้ซื้อสุทธิ’ แม้ราคาจะยังอยู่ในช่วงอ่อนแรงก็ตาม ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า หลังจากที่เทขาย Bitcoin ต่อเนื่องตลอด 12 วัน กลุ่มข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า กลุ่มผู้ถือครอง Bitcoin ระยะยาว พลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสะสม Bitcoin เพิ่มรวมกว่า 5,912 BTC หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีการเทขายต่อเนื่องถึง 12 วันติด แม้แรงซื้อรอบนี้จะเพิ่งเกิดขึ้นเพียงแค่สองวัน และยังมียอดซื้อไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาด ขณะที่ราคา Bitcoin ลดลงประมาณ 2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่จุดที่น่าสนใจคือ นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่พฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากการกระจายเหรียญออกสู่ตลาด กลับมาเป็นการสะสมอีกครั้ง เหตุผลที่ตลาดให้ความสำคัญกับสัญญาณนี้ เพราะการกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิของ Long-term Holders ในรอบก่อน เกิดขึ้นก่อนที่ราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้นจากบริเวณ 65,896 ดอลลาร์ ไปแตะราว 82,186 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นพุ่งขึ้นประมาณ 25% ในเวลาต่อมา ทำไมนักลงทุนระยะยาวจึงมีอิทธิพลต่อราคา Bitcoin Glassnode ติดตามพฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มนี้ผ่านตัวชี้วัดที่เรียกว่า ‘Long-term Holder Net Position Change’ หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะสุทธิของผู้ถือครองระยะยาว ตัวชี้วัดดังกล่าวจะนับเฉพาะ Bitcoin ที่ถูกถือครองไว้เป็นเวลาประมาณ 155 วันขึ้นไป หากตัวเลขอยู่ในแดนบวก หมายความว่า เหรียญกำลังเข้าสู่สถานะการถือครองระยะยาวเร็วกว่าที่ถูกนำออกมาขายสู่ตลาด นักลงทุนกลุ่มนี้ มักไม่ซื้อขายตามข่าวในระยะสั้น หรือความผันผวนรายวันเหมือนนักเก็งกำไรทั่วไป การกลับมาสะสมของพวกเขาจึงมีความสำคัญ เพราะเป็นการนำอุปทาน Bitcoin บางส่วนออกจากตลาด ลดจำนวนเหรียญที่พร้อมขาย และอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดมีความตึงตัวขึ้น ตลอด 12 วันก่อนหน้านี้ ตัวชี้วัดดังกล่าวยังอยู่ในแดนลบสะท้อนว่า ผู้ถือครองระยะยาวกำลังทยอยปล่อยเหรียญเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ราคาปรับตัวลง การพลิกกลับมาเป็นบวกจึงเปรียบเสมือนการหยุดแรงขายไว้ได้ชั่วคราว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ได้รอให้ราคาเริ่มฟื้นตัวก่อนจึงกลับเข้ามาซื้อเหรียญ แต่พวกเขาจะเลือกสะสม Bitcoin ขณะที่ราคายังคงปรับตัวลง โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 62,717 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 2% ในวันดังกล่าว พฤติกรรมนี้จึงเป็นการซื้อเมื่อราคาร่วงลง มากกว่าการไล่ซื้อตามหลังราคาที่เริ่มปรับตัวขึ้นแล้ว สัญญาณเดียวกันเคยเกิดขึ้นก่อน Bitcoin พุ่ง 25% ครั้งล่าสุดที่แรงขายของนักลงทุนระยะยาวพลิกกลับมาเป็นแรงซื้อ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนั้น Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 65,896 ดอลลาร์ หลังจากนั้น การสะสมของผู้ถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ราคา Bitcoin จะปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดบริเวณ 82,186 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 25% อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวเริ่มชะลอตัวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อนักลงทุนระยะยาวลดการสะสม และกลับมาเทขายอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ในเวลาใกล้เคียงกัน ราคา Bitcoin ก็ปรับตัวลงกลับเข้าสู่บริเวณ 60,000 ดอลลาร์ภายในปลายเดือนมิถุนายน ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า พฤติกรรมของผู้ถือครองระยะยาวอาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณนำราคา เพราะในอดีตแรงซื้อของนักลงทุนกลุ่มนี้มักปรากฏขึ้นก่อนที่ราคาจะเริ่มปรับตัวตาม การกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในรอบล่าสุดจึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบอีกครั้งว่า รูปแบบเดียวกันกับช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จะเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่ เงินทุนจาก Spot Bitcoin ETF กลับมาไหลเข้า นอกจากการกลับมาซื้อของผู้ถือครองระยะยาวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่สนับสนุนทิศทางเดียวกัน ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิประมาณ 197 ล้านดอลลาร์ นับเป็นสัปดาห์ที่กลับมาเป็นบวกครั้งแรก หลังเผชิญเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 8 สัปดาห์ ที่มา: SoSoValue กระแสเงินจาก ETF มีความสำคัญ เพราะกองทุนเหล่านี้ต้องเข้าซื้อ Bitcoin ในตลาดสปอตจริงเพื่อรองรับเงินลงทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุน นั่นหมายความว่า ขณะนี้ทั้งนักลงทุนระยะยาว และกองทุน ETF ต่างก็กำลังกลับมาสะสม Bitcoin ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แรงซื้อจากผู้เล่นทั้งสองกลุ่ม ทำให้การกลับตัวของตัวชี้วัด Long-term Holder Net Position Change มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลข 5,912 BTC แค่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าการฟื้นตัวของกระแสเงินทุน ETF อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ถือครองระยะยาวเริ่มกลับเข้าซื้ออีกครั้ง สัญญาณนี้ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง แม้ข้อมูลบนเครือข่ายล่าสุดจะเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก แต่การกลับมาซื้อสุทธิเพียงสองวันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า Bitcoin ได้เปลี่ยนแนวโน้มกลับเข้าสู่ขาขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือ แรงซื้อจากนักลงทุนระยะยาวต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากตัวเลขกลับมาอ่อนแรงหรือติดลบอีกครั้ง นั่นอาจหมายความว่าแรงขายยังไม่จบ และตลาดยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิของนักลงทุนกลุ่มนี้ ไม่ได้ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นในทันที แต่ต้องใช้เวลาสะสมเหรียญต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก่อนที่ราคาจะเริ่มตอบสนองและปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ว่าตัวเลขกลับมาเป็นบวกแล้วหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าแรงซื้อดังกล่าวจะยืนระยะได้นานแค่ไหน รวมถึงกระแสเงินทุนใน Spot Bitcoin ETF จะยังไหลเข้าต่อเนื่องหรือกลับไปเป็นขาออกอีกครั้ง ปัจจุบันผู้ถือครองระยะยาวกำลังทยอยรับ Bitcoin บริเวณเหนือ 62,700 ดอลลาร์ ในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยแรงขายและความไม่แน่นอน พฤติกรรมนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบสะสมครั้งใหม่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หรืออาจเป็นเพียงแรงซื้อระยะสั้นที่ยังไม่มากพอจะเปลี่ยนทิศทางตลาด มุมมองผู้เขียน: คำถามสำคัญในตอนนี้อาจไม่ใช่ว่า Bitcoin จะพุ่งขึ้นอีก 25% หรือไม่ แต่เป็นแรงซื้อที่เพิ่งกลับมานั้น จะสามารถรักษาความต่อเนื่องและมากพอที่จะดึงราคาให้ฟื้นตัวตามได้หรือไม่ต่างหาก ที่มา: beincrypto

Read More →
ดร.นิเวศน์เบรกสาย VI ถ้ามีเงินต้นไม่ถึง 200 เท่าของรายจ่าย อย่าคิดเป็นนักลงทุนอาชีพ
World
⭐ Featured

ดร.นิเวศน์เบรกสาย VI ถ้ามีเงินต้นไม่ถึง 200 เท่าของรายจ่าย อย่าคิดเป็นนักลงทุนอาชีพ

การเป็นนักลงทุนอาชีพ สำหรับใครหลายคนนั้นคงต่างเชื่อกันว่าเป็นหนทางไปสู่ความร่ำรวยมหาศาล แต่ละวันแทบจะไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินหลั่งไหลเข้ามาในบัญชีไม่ขาดสาย แต่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนชื่อดังของไทยกลับส่งคำเตือนถึงคนรุ่นใหม่ว่ามันอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด ดร.นิเวศน์ กล่าวในบทความ “อาชีพในฝัน- เต้นรำไปทำเงิน” ว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดจะเป็นนักลงทุนอาชีพมาแต่แรกแต่ต้องทำเพราะตกงานจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 หรือ “ต้มยำกุ้ง” แต่โชคดีที่ว่าอาชีพนักลงทุนนั้นก็คือ “อาชีพในฝัน” ที่ทำแล้วมีความสุข อยากทำทุกวัน สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การลงทุนอาจจะไม่ใช่อาชีพในฝันที่ทำแล้วมีความสุขและได้เงินมหาศาล เพราะการทำอาชีพอะไรก็ตาม มันก็จะต้องเหมาะกับคุณสมบัติและนิสัยและความชอบของแต่ละคนด้วยจึงจะสามารถประสบความสำเร็จและไปได้ไกล การเป็นนักลงทุน VI ดร.นิเวศน์ ได้เตือนว่าการที่จะเป็นนักลงทุนสาย VI เหมือนกับเขา หรือ Warren Buffett แล้วจะมีความสุขจริงๆ ได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขว่าเราต้อง “ประสบความสำเร็จจนมีอิสรภาพทางการเงิน” แล้วเท่านั้น หมายความว่า ใครที่จะเป็นนักลงทุน VI จะต้องมีเงินต้นที่มากพอที่จะไม่ต้องทำงานอย่างอื่นแต่ก็สามารถจับจ่ายในชีวิตประจำวันได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่ง ดร.นิเวศน์ ได้กำหนดให้ต้องมีเงินต้นอย่างน้อย 200 เท่าตัว ของรายจ่ายประจำเดือนถึงจะทำได้สำเร็จ กล่าวคือ หากเดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่าย 50,000 บาท นักลงทุนก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินต้นอย่างต่ำที่ 10 ล้านบาท ถึงจะเป็นนักลงทุนอาชีพได้ ถ้ายังมีไม่ถึงก็ต้องหาเงินให้ถึง ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริมจากงานอาชีพอื่นๆ หรือจากการเป็น “นักลงทุนสมัครเล่น” อาชีพในฝัน สำหรับใครที่ยังไม่สามารถผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนอาชีพได้ ด้วยข้อจำกัดข้างต้น ดร.นิเวศน์ ก็ได้ให้คำแนะนำว่า ถ้ายังอยากทำงานอย่างมีความสุขก็อาจจะเลือกงานในฝันอย่างอื่นไปก่อนและเก็บเงินให้มากพอแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็น VI เต็มตัว โดยคำว่าอาชีพในฝันนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่มีลักษณะที่ก่อให้เกิดความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์หลายข้อ โดยที่งานนั้นเหมาะสมกับความสามารถของเรา นอกจากนั้นก็ยังให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่ดีพอและทำประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายอาชีพในมุมมองของเขา ข้อดี-ข้อเสีย ของการเป็นนักลงทุน VI อย่างไรก็ดี การเป็น VI มีข้อดีที่ว่าเราสามารถเป็นเจ้านายตนเองได้ มีอิสระเสรีในการทำอะไรก็ได้ที่ชอบ ไม่มีเวลาทำงานตายตัว ไม่ต้องนั่งจ้องกราฟทั้งวัน และจะอยู่ไหนก็ได้ในโลก แต่ข้อเสียของอาชีพนี้ในสังคมคือการที่ VI จะไม่มีหัวโขนที่เป็นสถานะให้คนยกย่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ยังคงความอนุรักษ์นิยม อย่างประเทศไทย ที่คุ้นชินกับตำแหน่งหน้าที่การงาน ปัจจุบัน ความร่ำรวยเองก็เริ่มถือเป็นคลาสชนชั้นทางสังคมที่กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงห่างชั้นมากหากเทียบกับการเป็น “เจ้าของธุรกิจ” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนักลงทุน VI ก็เป็นเจ้าของธุรกิจเช่นเดียวกัน ที่มา : Finnomina – ดร.นิเวศน์

Read More →
Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat