News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

เตรียมตัวเจ็บ Coinbase เผย 97% ของสัญญา Long XRP อยู่เหนือระดับราคาปัจจุบัน
World
⭐ Featured

เตรียมตัวเจ็บ Coinbase เผย 97% ของสัญญา Long XRP อยู่เหนือระดับราคาปัจจุบัน

Coinbase Markets ออกมาเตือนว่า ความเสี่ยงของฝั่งที่เดิมพันว่า ราคา XRP จะพุ่งขึ้นกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังพบว่า 97% ของมูลค่า Long Position สุทธิในตลาด XRP Future ถูกเปิดไว้ ที่ราคาสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันที่ 1.31 ดอลลาร์ เช็กอัตราแลกเปลี่ยน ยอด Position Long จำนวนมากกำลังขาดทุนอยู่ ขณะที่ราคา XRP ก็ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก โดย Long Position ก้อนใหญ่ที่สุด กระจุกตัวอยู่ที่ราคาเข้าซื้อเฉลี่ยประมาณ 1.40 ดอลลาร์ เช็กอัตราแลกเปลี่ยน เทรดเดอร์มีทางเลือกหลัก ๆ สองทาง คือ เพิ่มเงินเดิมพันฝั่งขาขึ้น โดยหวังว่าตลาดจะฟื้นตัว หรือยอมปิดโพซิชัน เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม แล้วเรื่องนี้ส่งผลต่อ XRP ยังไง? หากราคา XRP ยังร่วงลงต่อ นักเทรดบางส่วนอาจรู้สึกว่า จำเป็นต้องปิด Position โดยเฉพาะคนที่ใช้เลเวอเรจสูงในการเทรด เช็กอัตราแลกเปลี่ยน หากมีการปิด position ของสัญญาฝั่ง Long เหล่านี้ ก็อาจกลายเป็นแรงขายซ้ำที่กดดันราคา XRP ให้ย่อตัวลงอีก จนเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ราคายิ่งร่วง เทรดเดอร์ก็ยิ่งถูกบีบให้ยอมตัดขาดทุน และแรงขายที่ทะลักออกมา ก็จะยิ่งดันราคา XRP ให้ต่ำลงไปอีก ในทางกลับกัน หากราคา XRP สามารถรีบาวด์ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ก็จะช่วยลดความตึงเครียด ทำให้เทรดเดอร์เบาใจ และถือ position เดิมต่อได้ หรืออาจเปิด position Long เพิ่มขึ้นเพื่อรับคลื่นรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 97% จาก Coinbase ไม่ได้หมายความว่า “นักลงทุน XRP ทั้งหมด 97% กำลังขาดทุน” แต่นับเฉพาะมูลค่า position Long สุทธิในตลาดอนุพันธ์ เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงคนที่ถือเหรียญจริงในตลาดสปอตแต่อย่างใด Glassnode คำนวณตัวเลขนี้ยังไง? วิธีคำนวณของ Glassnode คือ การนำมูลค่า position Long ที่ยังเปิดค้างอยู่ มาหักลบกับมูลค่า position Short ในแต่ละระดับราคาเข้าซื้อ หากผลต่างเป็นบวก หมายความว่า มูลค่าสถานะ Long มากกว่าสถานะ Short หากผลต่างเป็นลบ หมายความว่า มูลค่าสถานะ Short มากกว่าสถานะ Longนอกจากนี้ Glassnode ยังพบว่า มี position Short สุทธิจำนวนไม่น้อยกระจุกตัวอยู่บริเวณราคา 1.49–1.50 ดอลลาร์ โดยกลุ่ม position Short ที่มีมูลค่าติดลบมากที่สุดมีมูลค่าตามสัญญามากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดค่อนข้างเสียสมดุล อย่างไรก็ตาม ราคาเข้าซื้อที่แสดงบนกราฟไม่ได้หมายความว่าจะเป็นราคาที่สถานะเหล่านั้นถูกบังคับขายหรือถูกล้างพอร์ตเสมอไป เพราะเราไม่สามารถระบุได้อย่างแม่นยำว่า เทรดเดอร์แต่ละรายจะถูกบังคับให้ออกจากตลาดที่ราคาเท่าไร ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระดับเลเวอเรจ เงินประกัน และหลักประกันที่ใช้ในการเทรด

Read More →
ระส่ำทำเนียบขาว สภาคริปโทฯ ทรัมป์ว่างเปล่า หลังเจ้าหน้าที่ทยอยลาออก
World
⭐ Featured

ระส่ำทำเนียบขาว สภาคริปโทฯ ทรัมป์ว่างเปล่า หลังเจ้าหน้าที่ทยอยลาออก

ทำเนียบขาวไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านคริปโทฯ ที่เป็นที่รู้จักหลงเหลืออยู่อีกต่อไป หลัง ‘แพทริก วิตต์’ ผู้อำนวยการสภาที่ปรึกษาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สิ้นสุดวาระการปฏิบัติงานชั่วคราว และลาออกจากตำแหน่ง ทิ้งคำถามให้กับทั้งวงการว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าประสานงานด้านนโยบายคริปโทฯ ต่อไปอย่างไร เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา สื่อข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า การมอบหมายงานของวิตต์สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมขอบคุณสำหรับการทำงานให้รัฐบาลทรัมป์ วิตต์เป็นอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ถูกส่งมาปฏิบัติงานในที่ปรึกษาคริปโทฯ ของทำเนียบขาว โดยเริ่มจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการบริหารต่อจาก โบ ไฮนส์ ซึ่งลาออกในเดือนสิงหาคม 2025 และต่อมาเข้าร่วมธุรกิจในสหรัฐฯ ของ Tether บริษัทผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายใหญ่ ติดตามคริปโท การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์กำลังผลักดันเป้าหมายให้สหรัฐฯ กลายเป็น “เมืองหลวงคริปโตของโลก” หนึ่งในนโยบายสำคัญคือ การจัดตั้ง Strategic Bitcoin Reserve หรือคลังสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2025 ก่อนเผยแพร่คำสั่งบริหารหมายเลข 14233 ในวันที่ 11 มีนาคมปีเดียวกัน คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ Bitcoin ที่รัฐบาลได้รับจากการยึดทรัพย์ในคดีอาญา หรือคดีแพ่งต้องเก็บไว้เป็นสินทรัพย์สำรองของประเทศและห้ามขาย พร้อมเปิดทางให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ศึกษาวิธีจัดหา Bitcoin เพิ่มเติมโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ ข้อมูลจาก BitcoinTreasuries ประเมินว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครอง Bitcoin ราว 328,372 BTC แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกัน เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เปิดเผยข้อมูลกระเป๋าเงินคริปโทฯ ทั้งหมดอย่างครบถ้วน ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ทำเนียบขาวจะตั้งเจ้าหน้าที่ชุดใหม่หรือปรับโครงสร้างทีมสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ การออกจากตำแหน่งของวิตต์จึงไม่ได้หมายความว่านโยบายคริปโทฯ ของทรัมป์จะยุติลง แต่ทำให้ต้องจับตาว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวผ่านทีมงานชุดใดต่อไป

Read More →
ลุ้น CPI คืนนี้ชี้ชะตาตลาด หัวหน้านักวิเคราะห์ HTX เตือน Bitcoin จ่อทดสอบแนวรับ $81,000
World
⭐ Featured

ลุ้น CPI คืนนี้ชี้ชะตาตลาด หัวหน้านักวิเคราะห์ HTX เตือน Bitcoin จ่อทดสอบแนวรับ $81,000

Bitcoin ฟื้นกลับมายืนเหนือ $83,000 โดยซื้อขายอยู่ที่ $83,718 ในขณะที่รายงาน แต่ราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบ $81,000 – $84,000 ท่ามกลางนักลงทุนที่กำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ซึ่งจะประกาศคืนนี้เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ สมัครเครื่องรูดบัตร ล่าสุด ตลาดคาดว่า ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป หรือ “Headline CPI” จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% ต่อปี และ 0.6% รายเดือน จาก 3.4% และ 0.4% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานไม่รวมอาหารและพลังงาน หรือ “Core CPI” คาดอยู่ที่ 2.5% ต่อปี และ 0.2% รายเดือน โดยตัวเลขรายเดือนลดลงจาก 0.3% ในเดือนก่อนหน้า ทางด้าน Cloud หัวหน้านักวิเคราะห์ของ HTX ประเมินว่า Bitcoin มีโอกาสหลุดกรอบราคาลงด้านล่างมากกว่า หลังดัชนี ISM Services Prices Paid ซึ่งสะท้อนราคาที่ภาคธุรกิจบริการจ่าย ปรับขึ้นสู่ 74.0 ในเดือนกันยายน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปีของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เพิ่มขึ้นสู่ 4.7% ในเดือนตุลาคม สมัครเครื่องรูดบัตร หาก CPI สูงกว่าคาด ตลาดอาจเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งเสี่ยงกดดัน Bitcoin ให้ลงทดสอบแนวรับ $81,000 แต่หากเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ราคาอาจมีโอกาสทะลุแนวต้าน $84,000 และยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ สมัครเครื่องรูดบัตร ในบรรดา Altcoin กลุ่ม Top 100 รอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Injective (INJ) พุ่งนำตลาดปรับตัวขึ้น 8.68% แตะ $8.30 ขณะที่ Monero (XMR) บวก 4.64% มาอยู่ที่ $554.84 และ Pepe (PEPE) เพิ่มขึ้น 4.14% โดย INJ ยังเป็นเหรียญที่โดดเด่นที่สุดเมื่อดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ซึ่งพุ่งขึ้นแล้ว 98.28% ฝั่งขาลง Pyth Network (PYTH) ร่วงหนักสุด 7.46% ลงมาแตะ $0.08068 ตามด้วย MemeCore (M) ที่ลดลง 6.69% มาอยู่ที่ $0.8401 และ Quant (QNT) ที่ร่วงลง 6.09% แตะระดับ $213.87ด้านหุ้นกลุ่มชิปยังเผชิญแรงขายจากการปรับมุมมองของตลาดต่อการลงทุนด้าน AI และแนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจฮาร์ดแวร์ ขณะที่ Bitcoin ปรับตัวลงน้อยกว่า สะท้อนว่าราคา BTC ในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลจากสภาพคล่องและปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคมากกว่ากระแส AI สมัครเครื่องรูดบัตร อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับหุ้นกลุ่มชิปอาจกลับมาแข็งแกร่ง หากดอลลาร์สหรัฐฯ และบอนด์ยีลด์ระยะยาวกลับมามีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้น โดยตัวเลข CPI คืนนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชี้ทิศทางราคาในระยะถัดไป

Read More →
วอลุ่มหดหาย เว็บเทรดคริปโทฯ จะเอาตัวรอดอย่างไรในวันที่คนเทรดน้อยลง
World
⭐ Featured

วอลุ่มหดหาย เว็บเทรดคริปโทฯ จะเอาตัวรอดอย่างไรในวันที่คนเทรดน้อยลง

หากเปรียบธุรกิจกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีเป็นธุรกิจที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน โมเดลของมันคงไม่ต่างอะไรกับ “ด่านเก็บค่าผ่านทาง” ตราบใดที่มีรถวิ่งเข้าออกตลอดเวลา เจ้าของด่านก็สามารถนั่งเก็บค่าผ่านทางได้ทุกวินาที โดยไม่สนว่าราคาเหรียญจะพุ่งขึ้นหรือดิ่งลง แต่คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ถนนเส้นนี้เงียบเหงาลงอย่างกะทันหัน? ตัวเลขล่าสุดสะท้อนภาพความจริงที่น่าใจหาย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายสปอตบนกระดานเทรดแบบรวมศูนย์ (CEX) ได้ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี หรือหดตัวลงถึง 60% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2025 แม้ตัวเลขจะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้างในเดือนสิงหาคม แต่บรรยากาศโดยรวมก็ยังห่างไกลจากคำว่าคึกคัก นักลงทุนรายย่อยซึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์หลักของกระดานเทรดในช่วงตลาดกระทิง ต่างพากันถอยห่างออกจากตลาด ทิ้งให้พื้นที่กว่า 70% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด ตกเป็นของกลุ่มเทรดเดอร์มืออาชีพที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดอนุพันธ์ด้วยการใช้เลเวอเรจเป็นหลัก หากเป็นในอดีต ภาวะวอลุ่มแห้งเหือดแบบนี้คงส่งผลให้เว็บเทรดหลายแห่งต้องทยอยปิดตัวหรือล้มละลายไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจในรอบวัฏจักรนี้คือ พวกเขาไม่ได้กำลังจะตายลง ทว่ากำลังถูกบีบให้ต้อง “กลายพันธุ์” จนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของเว็บเทรดแบบเดิมอีกต่อไป หรือคำตอบจะอยู่ที่การนำโลกการเงินดั้งเดิมขึ้นมาไว้บนบล็อกเชน? Simon McLoughlin ซีอีโอของ Uphold ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดคริปโทในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับมองเห็นการเคลื่อนตัวของคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ ที่ไม่ได้พึ่งพาอารมณ์ของนักลงทุนรายย่อยอีกต่อไป “ยุคแห่งการทดลองได้จบลงแล้ว ตอนนี้คือยุคแห่งการใช้งานจริง” McLoughlin ระบุ พร้อมชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินแบบดั้งเดิมทั้งหมดกำลังเตรียมย้ายฐานขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนคำว่า Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น กองทุนรวม พันธบัตร และหุ้น มาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจเป็นคำที่คนในวงการพูดพร่ำกันมานานนับ 10 ปี แต่ McLoughlin ย้ำว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มันกำลังเกิดขึ้นจริงในระดับโครงสร้าง เมื่อธนาคารยักษ์ใหญ่แทบทุกแห่งในสหรัฐฯ ต่างกำลังเร่งนำกองทุนของตนขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชน เมื่อเห็นทิศทางลมเปลี่ยน Uphold จึงเลือกที่จะไม่ฝากชะตากรรมไว้กับค่าธรรมเนียมการเทรดรายวัน แต่หันไปทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินดั้งเดิมย้ายระบบขึ้นสู่ บล็อกเชน ควบคู่ไปกับการเพิ่มสินทรัพย์แบบ Tokenized บริการกู้ยืม และการสร้าง Yield เข้าไปในแอปพลิเคชัน จากบริษัทที่เคยสร้างตัวขึ้นมาด้วยกระดานเทรด วันนี้การซื้อขายเหรียญกำลังถูกลดบทบาทลงให้เป็นเพียง “หนึ่งในฟีเจอร์” ของแอปพลิเคชันการเงินแบบครบวงจรเท่านั้น ทำไมวิกฤตสภาพคล่องถึงกลายเป็นโอกาสทองของผู้นำตลาด? ท่ามกลางตลาดหมีที่ซบเซา ผลกระทบกลับไม่ได้ถูกแบ่งสรรอย่างเท่าเทียม ข้อมูลชี้ว่า ปัจจุบันปริมาณการซื้อขาย Spot รายวันมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก กระจุกตัวอยู่ในกระดานเทรดยักษ์ใหญ่เพียง 6 แห่งเท่านั้น โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง Binance ที่กลับยิ่งขยายอิทธิพลได้มากขึ้นในช่วงขาลง ด้วยการกวาดส่วนแบ่งตลาด Spot ไปครองได้ถึง 38.7% ในไตรมาสที่ 2Yi He ซีอีโอร่วมของ Binance อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การย้ายเงินทุนไปสู่แหล่งที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือกว่า” เพราะยิ่งตลาดซบเซา เทรดเดอร์ก็ยิ่งต้องวิ่งหาแพลตฟอร์มที่มีสภาพคล่องลึกที่สุด มีส่วนต่างราคาซื้อขายแคบ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียร เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการได้ราคาที่ไม่ตรงปก (Slippage) เวลาส่งคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามยิ่งกว่าคือ ในจังหวะที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัวและชะลอการลงทุน ทำไมยักษ์ใหญ่รายนี้ถึงเลือกเดินเกมสวนทาง? “เราใช้กลยุทธ์ลงทุนสวนวัฏจักรตลาด ช่วงตลาดขาลงคือเวลาที่เราลงทุนอย่างจริงจังที่สุด” เหอ อี้ อธิบายแนวคิดเบื้องหลัง โดยมองว่าตลาดกระทิงคือช่วงของการขยายขีดความสามารถเพื่อรับมือกับดีมานด์ แต่ตลาดหมีคือเวลาทองของการเข้าซื้อกิจการในต้นทุนที่ถูกลง และวางรากฐานเพื่อรอรอบถัดไปเธอย้ำว่า “ปริมาณการซื้อขายที่ลดลง กับพื้นฐานธุรกิจที่อ่อนแอลง เป็นคนละเรื่องกัน” หากย้อนกลับไปดูวิกฤตปี 2022 ตลาดคริปโทต้องพังทลายเป็นโดมิโนจากการล้มละลายและความไม่โปร่งใสของบริษัทใหญ่ แต่วันนี้โครงสร้างตลาดได้เปลี่ยนไปแล้ว กฎระเบียบมีความชัดเจนขึ้น นักลงทุนสถาบันก้าวเข้ามาเต็มตัว และเม็ดเงินในกลุ่ม RWA ก็ยังคงเติบโตสวนทางกับวอลุ่มเทรดที่ลดลง สำหรับ Binance ตัวชี้วัดที่แท้จริงในวันนี้ จึงไม่ใช่การถามว่า “มีคนเทรดมากแค่ไหน” แต่คือการดูว่า “เม็ดเงินทุนกำลังไหลไปพักอยู่ที่ไหน” ต่างหาก กรู้หรือไม่ว่า ปัจจุบัน “รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการเทรด” ได้กลายมาเป็นรายได้หลักของหลายบริษัทไปแล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 61% ของ Gemini , 60% ของ Kraken และ 48% ของ Coinbase คำถามคือ รายได้เหล่านี้มาจากไหน? ส่วนแรกมาจากดอกเบี้ยรับที่เกิดจากการนำเงินสำรองจำนวนมหาศาลไปพักไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัย และส่วนที่สอง มาจากการเร่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถทำเงินได้ในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่ากราฟ Bitcoin จะขึ้นหรือลง หนึ่งในสมรภูมิใหม่ที่กำลังดุเดือดที่สุดคือ Prediction Market หรือตลาดซื้อขายสัญญาตามผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในโลกจริง ตั้งแต่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ไปจนถึงผลการแข่งขันกีฬา หลังจากที่ Gemini ได้รับไฟเขียวจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ (CFTC) ให้เปิดบริการนี้ได้ครบทั้ง 50 รัฐ ไม่นานนักทั้ง Coinbase และ Kraken ต่างก็กระโดดเข้ามาชิงเค้กในตลาดนี้ทันที เพราะนี่คือกิจกรรมที่ดึงดูดผู้ใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอให้ตลาดคริปโทเป็นขาขึ้น ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ กำลังรุกหนักเรื่องตลาดทายผล ทางด้าน Binance ก็กำลังมองเกมที่ใหญ่กว่านั้น ด้วยการเตรียมเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ ในรูปแบบ Tokenized ที่เปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการขยายฐานผู้ใช้งานให้แตะระดับ 3,000 ล้านคนทั่วโลก การปรับตัวของกระดานเทรดคริปโทในปีนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ยุคของการนั่งรอเก็บค่าผ่านทางจากการเก็งกำไรเหรียญเพียงอย่างเดียวได้สิ้นสุดลงแล้ว “เรากำลังสร้างธุรกิจที่เติบโตได้แม้ในช่วงตลาดหมี เพราะช่วงเวลานี้เองคือ จังหวะที่เราจะสร้างรากฐานสำหรับอนาคต ไม่ใช่รอให้ตลาดขึ้นไปถึงจุดสูงสุดก่อนแล้วค่อยลงมือทำ” คำกล่าวทิ้งท้ายของ Yi He อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์นี้ และเมื่อวันที่เส้นแบ่งระหว่าง “กระดานเทรดคริปโท” กับ “สถาบันการเงินดั้งเดิม” เลือนรางลงจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน คำถามที่เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองใหม่ก็คือ ในวัฏจักรตลาดรอบหน้า แอปพลิเคชันที่คุณเปิดขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้น พันธบัตร หรือทายผลเลือกตั้ง แท้จริงแล้วมันคือแอปธนาคาร หรือเว็บเทรดคริปโทที่แปลงร่างมาแล้วกันแน่?

Read More →
World
⭐ Featured

ศาลสูงอังกฤษชี้เหยื่อฉ้อโกงจีนไม่มีสิทธิ์ใน 61,000 BTC รัฐบาลส่อเก็บไว้เอง

ตามรายงานจาก Cointelegraph ซึ่งอ้างอิงข่าวจาก Financial Times ศาลสูงกรุงลอนดอนมีคำตัดสินว่าเหยื่อฉ้อโกงชาวจีนไม่สามารถอาศัยกฎหมายอังกฤษเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ใน Bitcoin ที่ทางการยึดไว้ได้ คำตัดสินนี้ทำให้สหราชอาณาจักรมีแนวโน้มจะได้เก็บ Bitcoin ราว 61,000 BTC ที่มีมูลค่าประมาณ 3,800 ล้านปอนด์ไว้ต่อไป ข่าวนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ช่วงเที่ยง ตามเวลาไทย สมัครเครื่องรูดบัตร สิ่งที่คำตัดสินนี้หมายถึง ตามข้อมูลที่รายงานออกมา ประเด็นหลักคือกลุ่มเหยื่อฉ้อโกงชาวจีนพยายามอ้างสิทธิ์ใน Bitcoin กองนี้ผ่านระบบกฎหมายอังกฤษ แต่ศาลสูงวินิจฉัยว่าไม่สามารถทำได้ ผลคือโอกาสที่ Bitcoin ก้อนใหญ่นี้จะถูกส่งคืนให้ผู้เสียหายลดลง และฝั่งสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มได้ถือทรัพย์สินที่ยึดไว้ต่อไป ยังต้องรอดูรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็ม รวมถึงว่ามีช่องทางอุทธรณ์หรือไม่ เพราะแหล่งข่าวต้นทางระบุเพียงว่าสหราชอาณาจักร “มีแนวโน้ม” ได้เก็บ Bitcoin ไว้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่เด็ดขาด ทำไมตลาดคริปโตต้องสนใจ Bitcoin 61,000 BTC เป็นจำนวนที่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับอุปทานในตลาด หากรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจนำออกขายในอนาคต ก็อาจเป็นแรงกดดันฝั่งอุปทาน ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่ราว $83,676 ซึ่งเคลื่อนไหวแทบไม่เปลี่ยนในช่วงที่ข่าวนี้ออก สะท้อนว่าตลาดยังไม่ตีความข่าวนี้เป็นสัญญาณขายโดยตรง สมัครเครื่องรูดบัตร ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก เพราะคำตัดสินแค่บอกว่าใครไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะเอา Bitcoin ไปขายเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ควรจับตาคือท่าทีของรัฐบาลอังกฤษหลังจากนี้ ถ้าเริ่มมีสัญญาณว่าจะทยอยขายหรือโอนเหรียญเข้ากระดานเทรด ตลาดก็อาจตอบสนองต่างไปจากตอนนี้ ส่วนตอนนี้ก็ควรรอดูรายละเอียดคำพิพากษาและการอุทธรณ์ (ถ้ามี) ก่อนสรุปอะไรเร็วเกินไป

Read More →
Hardware Wallet ยังปลอดภัยอยู่ไหมในปี 2026 เมื่อบริษัทผู้ผลิตยอมรับสินค้ามีตำหนิตั้งแต่ในกล่อง
World
⭐ Featured

Hardware Wallet ยังปลอดภัยอยู่ไหมในปี 2026 เมื่อบริษัทผู้ผลิตยอมรับสินค้ามีตำหนิตั้งแต่ในกล่อง

สำหรับนักลงทุนคริปโทฯ Hardware Wallet เปรียบเสมือนป้อมปราการด่านสุดท้ายตามแนวคิด Not your keys, not your coins เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อแยก Private Key ออกจากโลกอินเทอร์เน็ตที่เต็มไปด้วยมัลแวร์และแฮกเกอร์ แต่ทว่าตลอดปี 2026 วงการ Hardware Wallet ต้องเผชิญมรสุมด้านความปลอดภัยมากมาย ตั้งแต่ช่องโหว่การสุ่มกุญแจ ข้อบกพร่องของเฟิร์มแวร์ ไปจนถึงการพบฮาร์ดแวร์ปลอมในกล่องสินค้า เหตุการณ์เหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า ในปีนี้อุปกรณ์ Hardware ยังปลอดภัยไหม และแบรนด์ไหนที่ยังคงมีความปลอดภัยอยู่บ้าง เกิดอะไรขึ้นบ้างในปีนี้ ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา มีแบรนด์ hardware wallet จำนวนกว่า 6 เจ้าได้ยอมรับความผิดพลาดด้านมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นกับกระเป๋า Coldcard ในวันที่ 30 ก.ค. ที่คนร้ายค้นพบช่องโหว่ในระบบการสุ่มวลี Seed phase จนทำให้สามารถเดารหัสและขโมยเงินออกไปได้มากถึง $115 ล้านดอลลาร์ ถัดมาในช่วงเดือนกรกฎาคม ทีมด้านความปลอดภัยของ Ledger สามารถใช้เลเซอร์ในการเจาะชิปของ Trezor ตามด้วย Tangem cards ส่งผลทำให้ชิปเกิดข้อผิดพลาดได้สำเร็จแต่สองเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทดลองในห้องแล็บจึงไม่มีความเสียหายหรือความตื่นตระหนกเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม BitBox มีการตรวจพบความผิดปกติของเฟิร์มแวร์ร้ายแรงแต่ขณะนั้นไม่มีเงินถูกขโมยออกไป และในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน คู่ค้าขนส่งของ Trezor และ SafePal ก็เกิดข้อมูลรั่วไหลจนทำให้ข้อมูลของลูกค้ากว่า 13,689 และ 40,000 รายตามลำดับ รั่วไหลไปสู่สาธารณะ ส่วนเหตุการณ์ล่าสุดจะเป็นเรื่องราวของ Ledger ที่ค้นพบว่ามีการแอบดัดแปลงอุปกรณ์จากตัวแทนจำหน่ายจนส่งผลทำให้เงินของผู้ใช้ถูกขโมยออกไปอย่างไม่รู้ตัว โดยนักลงทุนรายหนึ่งต้องสูญเงินกว่า $90 ล้านดอลลาร์จากความผิดพลาดนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าตัวแทนจำหน่ายที่มีปัญหามีชื่อว่า CryptoBilis ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย ทว่า บริษัทได้กล่าวอ้างว่าพวกเขาได้ยุติการจำหน่าย hardware wallet ไปแล้วก่อนที่จะส่งมอบบริษัทให้กับเจ้าของใหม่ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงกลับไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวมาเลเซียเพียงอย่างเดียวแต่ได้แพร่กระจายไปแล้วเป็นวงกว้าง เนื่องจากผู้ใช้บางรายค้นพบข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาจากตัวแทนจำหน่ายออฟฟิเชียลในยุโรป แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสองเหตุการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ หากจะให้สรุปคำตอบว่ากระเป๋าเจ้าไหนปลอดภัยที่สุดในปี 2026 เราอาจต้องยอมรับความจริงว่า “ไม่มีเจ้าไหนปลอดภัยเลย” แต่ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดี เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนี้มีเพียงแค่เหตุการณ์ Coldcard เท่านั้น ที่เป็นการเจาะระบบของจริงจากการละเลยข้อผิดพลาดเก่าที่มองไม่เห็น สำหรับเหตุการณ์อื่นๆ จะเป็นการเจาะระบบในห้องแล็บที่มิจฉาชีพทั่วไปไม่น่าจะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ขั้นสูง ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ “ข้อผิดพลาดระหว่างทาง” ที่ไม่ได้เกิดกับตัวผู้ผลิตแต่เกิดในกระบวนการขนส่งมาถึงมือผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลหลุด หรือการแอบดัดแปลงอุปกรณ์ ต้องรับมืออย่างไร? ในส่วนของการรับมือ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสั่งซื้อที่นักเทรดควรซื้อตรงจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเท่านั้น พร้อมทั้งตรวจสอบสภาพบรรจุภัณฑ์ รอยฉีกขาด และซีลป้องกันการดัดแปลงอย่างละเอียดก่อนเปิดใช้งาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกแทรกแซงในไลน์การผลิตขณะเดียวกัน การดูแลรักษาความปลอดภัยหลังได้รับอุปกรณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ผู้ใช้งานควรติดตามและอัปเดตเฟิร์มแวร์ผ่านแอปพลิเคชันทางการของผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่ออุดช่องโหว่ทางเทคนิคใหม่ๆ ที่อาจถูกค้นพบในภายหลัง ที่สำคัญที่สุดคือต้องรักษากฎเหล็กเรื่องรหัส Seed Phrase โดยห้ามพิมพ์ บันทึกภาพ หรือแคปหน้าจอลงในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยเด็ดขาด การจดบันทึกไว้บนกระดาษหรือแผ่นโลหะแบบออฟไลน์ยังคงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และต้องจำไว้เสมอว่าฝ่ายสนับสนุนลูกค้าตัวจริงจะไม่มีวันทวงถามชุดคำเหล่านี้อย่างแน่นอน ท้ายที่สุดแล้ว Hardware Wallet ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง แต่สิ่งที่ต้องตระหนักให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือเราไม่สามารถมอบความไว้วางใจให้กับอุปกรณ์หรือชื่อเสียงของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งแบบไร้เงื่อนไขได้อีกต่อไป

Read More →
ก.ล.ต. ไฟเขียวเกณฑ์ “Crypto ETF”  ประเดิมเทรด Bitcoin-Ethereum เฟสแรก 16 ต.ค. นี้
World
⭐ Featured

ก.ล.ต. ไฟเขียวเกณฑ์ “Crypto ETF” ประเดิมเทรด Bitcoin-Ethereum เฟสแรก 16 ต.ค. นี้

ก.ล.ต. เดินหน้าเปิดทางให้ตลาดทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในโลกคริปโตมากขึ้น ด้วยการออกประกาศหลักเกณฑ์รองรับการจัดตั้งและกำกับดูแลกองทุนรวมดัชนีคริปโทเคอร์เรนซี (Crypto ETF) อย่างเป็นทางการ โดยในระยะเริ่มต้นเปิดทางให้ลงทุนได้เฉพาะ 2 สกุลหลักที่มีเสถียรภาพสูงสุดอย่าง Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) เท่านั้น พร้อมวางมาตรการคุมเข้มเพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้ลงทุน กฎหมายทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป การประกาศครั้งนี้ครอบคลุมหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 11 ฉบับ ซึ่งทาง ก.ล.ต. ระบุว่า หลักเกณฑ์เหล่านี้ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็น 2 รอบในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม และสิงหาคม–กันยายน 2569 โดยผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่เสนอ สำหรับ Crypto ETF อธิบายให้เข้าใจง่าย คือ กองทุนรวมที่นำเงินไปซื้อเหรียญคริปโตมาเก็บไว้ แล้วแบ่งซอยเป็นหน่วยลงทุนจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ข้อดีคือ นักลงทุนสามารถซื้อขายเพื่อรับผลตอบแทนตามราคาเหรียญได้ผ่านบัญชีหุ้นปกติ โดยไม่ต้องเสี่ยงเปิดวอลเล็ตเก็บเหรียญเอง และอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายตลาดทุนไทยอย่างเต็มรูปแบบ 1. หลักเกณฑ์จัดตั้งกองทุน Crypto ETF ก.ล.ต. กำหนดเงื่อนไขสำคัญสำหรับกองทุน Crypto ETF ดังนี้ (1) ความพร้อมของ บลจ. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องมีบุคลากร ระบบงาน และผู้ให้บริการที่พร้อมรองรับการบริหารกองทุนได้อย่างปลอดภัย (2) รูปแบบการลงทุน กองทุนต้องบริหารแบบ Passive Management โดยมุ่งสร้างผลตอบแทนตามราคาคริปโต และมีสัดส่วนการลงทุนสุทธิในคริปโตสกุลใดสกุลหนึ่งเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ในรอบปีบัญชี ระยะแรกลงทุนได้เฉพาะ Bitcoin และ Ethereum (3) การรับฝากสินทรัพย์ กองทุนต้องใช้บริการผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Custodian) ที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องจาก ก.ล.ต. เท่านั้น (4) การซื้อขายและคุ้มครองผู้ลงทุน หน่วยลงทุนจะซื้อขายได้เฉพาะบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยนักลงทุนต้องทำแบบประเมินและกดยืนยันความเข้าใจความเสี่ยงก่อนเทรด ขณะที่โบรกเกอร์ต้องช่วยแนะนำการกระจายพอร์ต และ ห้าม ปล่อยกู้ (Margin Loan) เพื่อซื้อ Crypto ETF โดยเด็ดขาด (5) การเปิดเผยข้อมูล บลจ. ต้องแจกแจงโครงสร้าง ค่าธรรมเนียม รายชื่อพันธมิตรผู้ดูแล และความเสี่ยงเฉพาะตัวของคริปโตอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย 2. กำหนดผู้จัดการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้การบริหารเงินลงทุนสอดคล้องกับธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจและจัดการลงทุนในส่วนของคริปโต ต้องเป็นผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Fund Manager) ที่มีใบอนุญาตเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อให้การทำงานมีมาตรฐานและอยู่ใต้การตรวจสอบอย่างตรงจุด 3. เปิดทางผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ ถือเป็นมิติใหม่ของตลาดทุนไทย เมื่อ ก.ล.ต. อนุญาตให้ผู้ให้บริการ DA Custodian และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความพร้อม สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ดูแลผลประโยชน์”ของกองทุนได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ: (1) ต้องผ่านการขึ้นทะเบียน ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (2) ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ทั้งด้านฐานะการเงิน บุคลากร และระบบงาน พร้อมรักษาคุณสมบัติตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถทำหน้าที่ได้เฉพาะ Crypto ETF (3) การเก็บรักษาสินทรัพย์ต้องใช้ผู้ได้รับอนุญาต แม้จะแต่งตั้งตัวแทนรับฝากได้ แต่การเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับใบอนุญาต DA Custodian เท่านั้น ส่วนการใช้ผู้รับฝากสินทรัพย์ต่างประเทศอาจได้รับการพิจารณาในอนาคตตามความเหมาะสม 4. กองทุนไทยลงทุนใน Crypto ETF ไทยได้ แต่ยังจำกัดผลิตภัณฑ์ต่างประเทศ ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์ให้กองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลสามารถลงทุนใน Crypto ETF ที่จัดตั้งในประเทศไทยได้ จากเดิมที่ลงทุนได้เฉพาะ Crypto ETF ต่างประเทศ โดยยังต้องปฏิบัติตามอัตราส่วนการลงทุนที่กำหนด อย่างไรก็ดี ในระยะแรกนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญ 2 ข้อที่ต้องรู้: (1) ยังไม่อนุญาตให้ออก DR คริปโต : ห้ามออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่ไปอ้างอิงกับ Crypto ETF ต่างประเทศเข้ามาเทรดในไทย (2) ห้ามพารายย่อยไปซื้อนอกประเทศ: โบรกเกอร์ไทยยังไม่สามารถพาลูกค้ารายย่อยทั่วไปออกไปซื้อ Crypto ETF ในตลาดต่างประเทศได้ (สงวนสิทธิ์เฉพาะนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่พิเศษเท่านั้น) ข้อจำกัดนี้สะท้อนชัดเจนว่า ทางการต้องการล็อกสภาพคล่องให้อยู่ในระบบนิเวศการเงินไทย และช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศก่อนเป็นลำดับแรก ท้ายที่สุดแล้ว ประกาศทั้ง 11 ฉบับนี้เป็นเพียงการเปิดประตูบานแรกเท่านั้น บททดสอบที่แท้จริงหลังจากวันที่ 16 ตุลาคม 2569 คือการตอบรับของทั้งฝั่ง บลจ. ในการออกแบบกองทุน และเม็ดเงินลงทุนสถาบันว่าจะเข้ามาเติมสภาพคล่องให้ตลาดนี้คึกคักได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ฝั่งผู้ลงทุนเอง ก้าวใหม่ครั้งนี้คือโอกาสในการกระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ทางเลือกบนมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น แต่ยังคงต้องตระหนักไว้เสมอว่า แม้กรอบการกำกับดูแลจะช่วยป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบได้ ทว่าความผันผวนตามธรรมชาติของคริปโทเคอร์เรนซียังคงเป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงสนาม

Read More →
DOJ สหรัฐฯ สอบ Binance ซ้ำ ทบทวนข้อตกลง $4.3 พันล้านจากคดีฟอกเงินปี 2023 ปมธุรกรรมอิหร่านรอบใหม่
World
⭐ Featured

DOJ สหรัฐฯ สอบ Binance ซ้ำ ทบทวนข้อตกลง $4.3 พันล้านจากคดีฟอกเงินปี 2023 ปมธุรกรรมอิหร่านรอบใหม่

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่า Binance ปฏิบัติตามข้อตกลงยุติคดีที่ทำไว้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2023 หรือไม่ หลังเจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนธุรกรรมบนแพลตฟอร์มที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ตามรายงานของ Bloomberg โดยเจ้าหน้าที่ DOJ ยืนยันว่ามีการทบทวนการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ยังไม่ได้ระบุว่า Binance ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวแล้ว Binance เคยจ่ายค่าปรับ 4.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน 2023 Binance ยอมรับผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินและกฎระเบียบทางการเงินของสหรัฐฯ พร้อมตกลงจ่ายค่าปรับรวมประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Binance ต้องยกระดับระบบตรวจสอบธุรกรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงยอมรับการตรวจสอบจากผู้กำกับดูแลอิสระเป็นระยะเวลาหลายปี เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ การตรวจสอบครั้งใหม่นี้จึงมีความสำคัญ เพราะหากเจ้าหน้าที่พบว่าบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ก็อาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายที่รุนแรงกว่าการสอบสวนธุรกรรมทั่วไป ปมธุรกรรมอิหร่านทำให้ DOJ กลับมาจับตา Binance ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เริ่มสอบสวนว่า Binance อาจปล่อยให้มีธุรกรรมบางรายการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือเครือข่ายซึ่งถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ ผ่านแพลตฟอร์มหรือไม่ โดยการสอบสวนเกี่ยวข้องกับอัยการรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันและฝ่ายคดีอาญาของ DOJ ในกรุงวอชิงตัน นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา DOJ ยังยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์มูลค่า 61 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอัยการกล่าวหาว่าเป็นเงินที่ได้จากการค้าน้ำมันอิหร่านในตลาดมืดและถูกฟอกผ่านธุรกรรมคริปโตที่เกี่ยวข้องกับ Binance อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวมุ่งไปที่เงินและเครือข่ายที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้หมายความว่า Binance ถูกตัดสินว่ามีความผิดในเรื่องนี้แล้ว หากพบว่าละเมิดข้อตกลง อาจเผชิญคดีเพิ่มเติม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่เงื่อนไขของข้อตกลงปี 2023 ซึ่งกำหนดให้ Binance ต้องรายงานข้อมูลหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงการฟอกเงินและการละเมิดมาตรการคว่ำบาตร หาก DOJ พบหลักฐานว่าบริษัทละเมิดข้อตกลงจริง Binance อาจเผชิญการดำเนินคดีเพิ่มเติม บทลงโทษทางการเงิน หรือความเสี่ยงที่ข้อกล่าวหาบางส่วนจากคดีเดิมจะถูกนำกลับมาดำเนินการ ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าหน่วยงานจะดำเนินมาตรการเหล่านี้ และการสอบสวนอาจจบลงโดยไม่มีการตั้งข้อหาใหม่ก็ได้ ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่ตลาดควรจับตาไม่ใช่เพียงการสอบสวนธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แต่คือการที่ DOJ กำลังตรวจสอบว่า Binance ปฏิบัติตามข้อตกลงหลังจ่ายค่าปรับครั้งใหญ่แล้วหรือไม่ หากมีหลักฐานนำไปสู่การดำเนินคดีเพิ่มเติม อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อ Binance และ BNB ได้ แต่ในตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าบริษัทละเมิดข้อตกลงหรือจะถูกลงโทษซ้ำ ติดตามคริปโท

Read More →
World
⭐ Featured

จับตากฎเหล็ก ธปท. ยกระดับคุมเข้มคริปโทฯ โอนเข้าไทยเกิน 2 แสนดอลลาร์ ต้องแจงที่มา

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ประกาศเรื่อง ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ฉบับที่ 38 ผ่านราชกิจจานุเบกษา เนื้อหาหลักคือการเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าประเทศ โดยเฉพาะธุรกรรมกลุ่ม Watchlist ซึ่งรวมถึงเงินจากค่าสินทรัพย์ดิจิทัล หากมูลค่าถึง 200,000 ดอลลาร์ สรอ. ต้องแสดงที่มา ส่วนธุรกรรมค่าทองคำต้องยื่นเอกสารทุกวงเงิน ประกาศลงวันที่ 29 กันยายน 2569 และมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ธปท. ระบุว่า การปรับครั้งนี้ต้องการให้ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศคล่องตัวขึ้น ขณะเดียวกันก็ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพื่อให้เงินไหลเข้าและออกประเทศเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ รับซื้อเงินตราต่างประเทศ แยกเกณฑ์ตามประเภทเงิน ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติต่างกันไป ตามที่มาของเงินที่ลูกค้าได้รับจากต่างประเทศ วัตถุประสงค์ทั่วไป เช่น ค่าสินค้าบริการ เงินลงทุนโดยตรง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือเงินกู้ หากธุรกรรมมีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ สรอ. ธนาคารต้องเรียกเอกสารแสดงแหล่งที่มาเป็นรายธุรกรรม ยกเว้นลูกค้าที่ผ่านกระบวนการรู้จักลูกค้า Know Your Business หรือ KYB แล้ว ซึ่งไม่ต้องเรียกเอกสาร วัตถุประสงค์ Watchlist วงเงินตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ สรอ. ต้องมีเอกสารแสดงแหล่งที่มาเป็นรายธุรกรรมเช่นกัน แต่จุดต่างคือ กลุ่มนี้ใช้กระบวนการ KYB แทนการเรียกเอกสารไม่ได้ ค่าทองคำ ต้องเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมทุกจำนวนเงิน กรณีโอนเงินค่าทองคำเข้าประเทศเป็นสกุลบาท ผ่านบัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ธนาคารก็ต้องเรียกเอกสารทุกจำนวนเงินเช่นเดียวกัน เงินสด รับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นเงินสดได้ไม่เกินวันละ 15,000 ดอลลาร์ สรอ. หากเกินกว่านั้น ต้องเรียกเอกสารที่แสดงว่า นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ หรือหลักฐานการได้มาจากผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ Watchlist คือธุรกรรมอะไร กลุ่ม Watchlist ครอบคลุมธุรกรรมที่มีลักษณะหรือวัตถุประสงค์ซึ่งต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เงินจากค่าสินทรัพย์ดิจิทัล เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้และเงินให้กู้ และเงินส่วนต่างจากธุรกรรมอนุพันธ์ เงินจากวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ เงินโอนและบริจาค เงินลงทุน ธนบัตรเงินบาท และบัญชีเงินฝาก การรับฝากเข้าบัญชีเงินตราต่างประเทศ ใช้เกณฑ์เดียวกัน การรับฝากเงินตราต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันที ตามแต่ละกรณีข้างต้น ธปท. ยังปรับปรุงแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศและการเรียกเอกสาร ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

Read More →
Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat