News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

Michael Saylor ร้อง MSCI ยกเลิกกฎ ‘เลือกปฏิบัติ’ หวั่น Strategy ถูกถอดจากดัชนีระดับโลก
World
⭐ Featured

Michael Saylor ร้อง MSCI ยกเลิกกฎ ‘เลือกปฏิบัติ’ หวั่น Strategy ถูกถอดจากดัชนีระดับโลก

Michael Saylor ผู้ก่อตั้ง Strategy และ Phong Le ซีอีโอของบริษัท กำลังเปิดศึกกับ MSCI หลังผู้ให้บริการดัชนีระดับโลกเสนอเกณฑ์ใหม่ที่อาจทำให้บริษัทคลัง Bitcoin อย่าง Strategy ถูกถอดออกจากดัชนีสำคัญ ในจดหมายที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ทั้งคู่ระบุถึงข้อเสนอใหม่ของ MSCI ว่า “เลือกปฏิบัติ ตามอำเภอใจ และเข้าใจผิด” พร้อมโต้แย้งว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจเป็นการนำข้อเสนอเดิมที่มุ่งจำกัดบริษัทซึ่งถือครองคริปโตในสัดส่วนสูงกลับมาใช้ในรูปแบบใหม่ ประเด็นสำคัญคือ หากเกณฑ์นี้ถูกนำมาใช้จริง Strategy อาจหลุดออกจาก MSCI ACWI IMI ซึ่งเป็นดัชนีที่ครอบคลุมหุ้นทั่วโลกจำนวนมาก และนั่นอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัท เกณฑ์ใหม่ของ MSCI อาจเขี่ย Strategy ออกจากดัชนี ข้อเสนอใหม่ของ MSCI อาจทำให้ Strategy บริษัทที่ถือ Bitcoin รายใหญ่ ต้องหลุดออกจากดัชนี หากพบว่าสินทรัพย์จากธุรกิจดำเนินงานมีสัดส่วนน้อยกว่า 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด MSCI จะพิจารณาบริษัทผ่าน 5 ปัจจัย ได้แก่ สัดส่วนสินทรัพย์จากการดำเนินงาน ค่าใช้จ่าย กระแสเงินสด การเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรม และการพึ่งพาเงินทุนภายนอก โดยหากไม่ผ่านอย่างน้อย 4 ใน 5 เกณฑ์ จะถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขสำหรับบริษัทที่อยู่ในดัชนีอยู่แล้ว จะต้องไม่ผ่านเกณฑ์ ติดต่อกัน 2 รอบ ก่อนถูกถอดออก หากใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับข้อมูลเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา MSCI ระบุว่า Strategy, Yellow Cake และ Metaplanet อาจถูกถอดออกจากดัชนี ขณะที่ SharpLink, Center Laboratories และ Lydia Holding จะถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง Saylor โต้กลับ Strategy ไม่ควรถูกมองเป็นบริษัทไร้การดำเนินงาน Strategy ยืนยันว่า Bitcoin Treasury หรือธุรกิจคลังสำรองบิตคอยน์ของบริษัทสามารถรายงานเป็นหน่วยธุรกิจแยกต่างหากได้ และการเปลี่ยนแปลงมูลค่า Bitcoin ตามราคาตลาดก็ถูกบันทึกในงบการเงินอย่างชัดเจน ดังนั้น บริษัทจึงมองว่าไม่ควรถูกตีความไม่ผ่านเกณฑ์บางส่วนของ MSCI เพียงเพราะถือ Bitcoin ในปริมาณมหาศาล ที่น่าสนใจคือ Strategy ไม่ได้มองว่า การถูกถอดออกจะสร้างความเสียหายต่อธุรกิจโดยตรงอย่างรุนแรง แต่ Saylor และ Le กลับมองว่า MSCI เองอาจเป็นฝ่ายเสียหายด้านความน่าเชื่อถือ หากตลาดมองว่า ผู้ให้บริการดัชนีรายนี้กำลังเลือกปฏิบัติต่อบริษัทที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลนักวิเคราะห์จาก JPMorgan เคยประเมินว่า หาก Strategy ถูกถอดออกจากดัชนี MSCI อาจทำให้เกิดแรงขายจากกองทุนที่อิงดัชนีประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ และหากผู้ให้บริการดัชนีรายอื่นดำเนินการตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งขึ้นถึง 11,600 ล้านดอลลาร์ MSCI จะเปิดรับความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้จนถึง 30 กันยายน 69 ก่อนประกาศผลภายใน 16 ตุลาคม และหากมีการเปลี่ยนแปลงจริง จะเริ่มมีผลกับดัชนีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป มุมมองผู้เขียน: นักลงทุนคริปโตควรจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์อาจไม่ได้กระทบแค่ Strategy แต่มีโอกาสส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงตลาดคริปโตโดยรวม เนื่องจาก Strategy คือบริษัทที่ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดของโลก

ก.ล.ต. กล่าวโทษ 2 แอปเทรดไร้ใบอนุญาต ‘Holdstation – UNO’ พร้อมผู้สนับสนุน จ่อปิดกั้น 1 ต.ค. นี้!
World
⭐ Featured

ก.ล.ต. กล่าวโทษ 2 แอปเทรดไร้ใบอนุญาต ‘Holdstation – UNO’ พร้อมผู้สนับสนุน จ่อปิดกั้น 1 ต.ค. นี้!

ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลจำนวน 6 ราย ได้แก่ ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Holdstation และผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน UNO รวมทั้งผู้สนับสนุนราย Tools for Humanity Corporation (TFH) พร้อมทั้งผู้บริหาร ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรณีกระทำการเข้าข่ายการประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งแจ้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) ให้ปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชัน Holdstation และแอปพลิเคชัน UNO ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่า (1) Mr. Hoai Nam (2) Mr. Trung Banh และ (3) Mr. Trung Huynh ซึ่งเป็นผู้ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน Holdstation รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการหลัก เกี่ยวกับแอปพลิเคชัน Holdstation และ (4) Mr. John Palmer ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน UNOซึ่งทั้งแอปพลิเคชัน Holdstation และแอปพลิเคชัน UNO มีการให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในลักษณะนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่อบุคคลทั่วไป โดยมีการคิดค่าธรรมเนียม อีกทั้งมีการให้บริการภาษาไทยภายในแอปพลิเคชันและการเผยแพร่คำอธิบายแอปพลิเคชันเป็นภาษาไทยบนเว็บไซต์ www.world.org (แล้วแต่กรณี) ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) อันมีความผิด และระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (แล้วแต่กรณี) นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า แอปพลิเคชัน UNO ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์การให้บริการจาก Tools for Humanity Corporation (TFH) ทำให้การกระทำของ TFH จึงเข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่แอปพลิเคชัน UNO ในการประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 26 อันมีความผิด และระวางโทษตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในช่วงเกิดเหตุ Mr. Alex Blania ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TFH เป็นบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการของ TFH ดังนั้น Mr. Alex Blania จึงต้องรับผิดเช่นเดียวกับ TFH ตามมาตรา 94 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลดังกล่าวทั้ง 6 ราย ได้แก่ (1) Mr. Hoai Nam (2) Mr. Trung Banh (3) Mr. Trung Huynh (4) Mr. John Palmer (5) TFH และ (6) Mr. Alex Blania ต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปจะอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การพิจารณาสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้นำส่งข้อมูลแพลตฟอร์มของ Holdstation และ UNO ต่อกระทรวง DE เพื่อดำเนินการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่ให้อำนาจกระทรวง DE สั่งปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ลงทุนและยับยั้งการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นช่องทางการฟอกเงินของมิจฉาชีพ โดยจะทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก.ล.ต. จึงขอแจ้งเตือนผู้ลงทุนที่ใช้บริการในแอปพลิเคชัน Holdstation และ UNO พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ก่อนถึงวันที่ครบกำหนดปิดแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยผู้ใช้งานควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของบริการ และพิจารณาโอนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังช่องทางการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลแหล่งอื่น เช่น Wallet ส่วนตัว หรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ การดำเนินการปิดกั้นแพลตฟอร์มข้างต้น จะเป็นการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มของ Holdstation และ UNO เท่านั้นทั้งนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาต ได้ที่ www.sec.or.th และแอปพลิเคชัน SEC Check First และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ ในกรณีที่มีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทาง Facebook page “สำนักงาน ก.ล.ต.” หรือ Sec Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

SEC เสนอปรับกฎระเบียบตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์ให้ทันสมัย รองรับการทำงานบนบล็อกเชน
World
⭐ Featured

SEC เสนอปรับกฎระเบียบตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์ให้ทันสมัย รองรับการทำงานบนบล็อกเชน

คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับข้อเสนอปรับปรุงกฎระเบียบสำหรับ “ตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์” ให้มีความทันสมัย โดยการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มุ่งปรับปรุงข้อบังคับเดิมให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันของการจัดเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ทั้งนี้ ตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการดูแลทะเบียนผู้ถือหุ้น จัดการธุรกรรมของบริษัท เช่น การเปลี่ยนชื่อผู้ถือครอง และการจ่ายเงินปันผล พร้อมทั้งเป็นผู้เล่นหลักในระบบชำระราคา และส่งมอบหลักทรัพย์ของสหรัฐฯกฎระเบียบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่เคยได้รับการแก้ไขปรับปรุง นับตั้งแต่ถูกประกาศใช้ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 โดย Paul Atkins ประธาน SEC ได้อธิบายผ่านแถลงการณ์ว่า การปรับปรุงในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้กฎหมายมีความทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการออกหลักทรัพย์ และการโอนย้ายหุ้น ผ่านสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ขณะที่ Jamie Selway ผู้อำนวยการฝ่ายการซื้อขายและตลาดของ SEC กล่าวเสริมว่า การยกเลิกและปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การกำกับดูแลมีความเหมาะสมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมถึงสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เปลี่ยนไป โดยข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางยกเครื่องกรอบการกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดภายใต้การนำของ Paul Atkins ประธาน SEC คนปัจจุบัน รายละเอียดการเปลี่ยนผ่าน และการรองรับการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน ร่างข้อเสนอในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ครอบคลุมการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบเดิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยกเลิกกฎเกณฑ์บางประการที่หมดความจำเป็น พร้อมทั้งการเสนอใช้กฎระเบียบข้อบังคับชุดใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการลงทะเบียน การรายงานข้อมูล ไปจนถึงกระบวนการจัดเก็บบันทึกเอกสารสำหรับตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์ที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ที่มา : coinpost มุมมองผู้เขียน : การปรับปรุงกฎระเบียบตัวแทนโอนย้ายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปูทางให้การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Asset Tokenization) ขยับเข้าสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดทุนสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้สถาบันทางการเงินรายใหม่ๆ กล้าเข้ามานำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาปรับใช้กับหลักทรัพย์จริงมากขึ้นในอนาคต Jamie Selway SEC Pairploy Denpairojsak เข้าสู่โลกคริปโตจากการเทรดในปี 2021 เริ่มรู้จัก Bitcoin และสนใจเทคโนโลยี Blockchain รวมถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกการเงิน มองสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าแค่เครื่องมือการลงทุน แต่เชื่อว่าคืออนาคตของการเงินยุคใหม่

$77,000 อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด นักวิเคราะห์มอง Bitcoin เสี่ยงลงต่อ $72,000 ก่อนลุ้น $54,000
World
⭐ Featured

$77,000 อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด นักวิเคราะห์มอง Bitcoin เสี่ยงลงต่อ $72,000 ก่อนลุ้น $54,000

หลังจาก Bitcoin เคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ $79,000 ได้ไม่นาน ตลาดกลับเผชิญแรงขายอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์ได้ออกมาเตือนว่า การร่วงลงมาแตะ $77,000 อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของครั้งนี้ และราคามีโอกาสปรับตัวลงต่อไปที่ $72,000 ก่อน หากแรงขายรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ Bitcoin อาจร่วงลงไปถึงระดับ $54,000 ได้ คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง Bitcoin ถูกเทขายอย่างรวดเร็ว หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการบังคับปิดสถานะซื้อที่ใช้ Leverage เมื่อราคาไม่สามารถยืนเหนือระดับสำคัญได้ ทำให้เกิดแรงขายต่อเนื่องและเร่งให้การปรับตัวลงรุนแรงขึ้น ทำไม Bitcoin ถึงมีโอกาสลงต่อ ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือสถานะของนักเทรดจำนวนมากที่ยังคาดหวังว่าราคาจะเดินหน้าขึ้นต่อ เมื่อ Bitcoin ไม่สามารถยืนเหนือ $79,000 ได้ สถานะเหล่านี้จึงเริ่มถูกบังคับปิดตามลำดับ Coinpedia รายงานว่า Bitcoin ยังมีคำสั่งซื้อและสภาพคล่องสะสมอยู่หลายระดับ โดยเรียงตัวต่อเนื่องลงไปถึงโซนประมาณ $68,000 หากแรงขายยังเพิ่มขึ้น ราคาจึงมีโอกาสถูกดึงลงไปทดสอบระดับเหล่านี้ตามกลไกของตลาดขณะที่ด้านบนบริเวณ $78,000 ยังมีสภาพคล่องที่อาจทำให้ราคาผันผวนได้อีก ทำให้ในระยะสั้น Bitcoin ยังคงอยู่ในช่วงที่ตลาดต้องจับตาการเคลื่อนไหวของสภาพคล่องและสถานะ Leverage อย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์รายอื่นมองแนวรับไว้ตรงไหน มุมมองของ @0xchiefy ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว เพราะนักวิเคราะห์รายอื่นก็ประเมินว่าตลาด Bitcoin ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานต่อP4 Provider มองว่าโซน $77,000-71,000 เป็นแนวรับสำคัญที่ต้องจับตา และหากแรงขายเพิ่มขึ้น ระดับ $70,000 อาจเป็นเป้าหมายถัดไป ขณะที่ รายงานของ Finance Magnates ระบุว่ามีนักวิเคราะห์บางรายมองเป้าหมายขาลงที่ลึกกว่านั้น โดยมีทั้งระดับ $52,000 และกรณีสุดโต่งที่อาจลงไปถึง $35,000 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ Bitcoin จะต้องลงไปถึง แต่เป็นการประเมินระดับราคาที่อาจเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่แรงขายรุนแรงขึ้นมากกว่าปัจจุบัน เงินยังไหลเข้า Bitcoin ETF ช่วยพยุงตลาด แม้สัญญาณทางเทคนิคจะดูเป็นลบ แต่ตลาดยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงราคาอยู่ โดย Coinpedia รายงานว่า Bitcoin ETF แบบ Spot ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องถึง 5 วัน โดยวันที่ 21 สิงหาคมมีเงินไหลเข้าประมาณ $307.45 ล้าน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันยังคงมีอยู่ แม้ Bitcoin จะเผชิญแรงขายจากตลาด Futures และการบังคับปิดสถานะจำนวนมากก็ตาม ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันมีแรงซื้อระยะยาวจาก ETF เข้ามาช่วยรับแรงขายระยะสั้นบางส่วน ผู้เขียนมองว่าระดับ $72,000 เป็นจุดที่น่าจับตามากกว่าตัวเลข $54,000 ในตอนนี้ เพราะหาก Bitcoin สามารถยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ การปรับตัวลงครั้งนี้ก็อาจเป็นเพียงการพักฐานหลังจากราคาขึ้นมาแรง แต่หากหลุดลงไปพร้อมกับแรงขายและการบังคับปิดสถานะที่เพิ่มขึ้น โอกาสเห็นราคาลงไปทดสอบระดับที่ต่ำกว่านั้นก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ ขณะเดียวกัน เงินที่ยังไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดแรงขาย ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ Bitcoin จะรักษาโซน $71,000-72,000 ได้หรือไม่ และแรงซื้อจาก ETF จะสามารถดูดซับแรงขายในตลาดได้มากแค่ไหน ส่วนเป้าหมาย $54,000 ควรมองเป็นกรณีเลวร้ายมากกว่าการคาดการณ์ว่าราคาจะต้องลงไปถึงระดับดังกล่าวแน่นอน

Read More →
Trump ประกาศดีลน้ำมันครั้งใหญ่กับเวเนซุเอลา สหรัฐฯ เตรียมเข้าถึงน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล
World
⭐ Featured

Trump ประกาศดีลน้ำมันครั้งใหญ่กับเวเนซุเอลา สหรัฐฯ เตรียมเข้าถึงน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล

ประธานาธิบดี Donald Trump สร้างความสนใจในตลาดพลังงาน หลังประกาศว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่กับเวเนซุเอลา เพื่อเข้าถึงน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดย Trump ระบุว่าดีลดังกล่าวจะช่วยเพิ่มแหล่งน้ำมันที่สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ และเรียกว่าเป็น “ดีลน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานภายในประเทศ หลังความขัดแย้งกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ หรือ SPR ก็ลดลงอย่างมาก ทำให้การเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลากลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน จากดีลน้ำมันหลักสิบล้านบาร์เรล สู่ข้อตกลง 65,000 ล้านบาร์เรล ข้อตกลงล่าสุดมีขนาดแตกต่างจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างมาก โดยในเดือนมกราคม 2026 รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาเคยตกลงส่งมอบน้ำมันให้สหรัฐฯ ราว 30-50 ล้านบาร์เรล ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ NPR แต่ข้อตกลงล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบน้ำมันที่ผลิตออกมาแล้วเท่านั้น แต่เป็นการเปิดทางให้สหรัฐฯ และบริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ำมันที่มีน้ำมันสำรองอยู่ใต้ดินมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล ทำให้ข้อตกลงครั้งนี้มีผลในระยะยาวมากกว่า และอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณสำรองรวมมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ทำให้การเปิดแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมของประเทศมีศักยภาพที่จะส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลกได้ หากสามารถฟื้นฟูการผลิตให้กลับมาใกล้เคียงศักยภาพเดิมได้ โครงสร้างข้อตกลง สหรัฐฯ จะได้อะไรจากดีลนี้ ตามรายงานของ CNN เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า บริษัทเอกชนรายใหม่จะเข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ จะได้รับส่วนแบ่งผลผลิตประมาณ 55% ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาจะให้สิทธิในการพัฒนาแหล่งน้ำมันเป็นระยะเวลานานถึง 100 ปีบริษัทดังกล่าวคาดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันเอกชนที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงผ่านทั้งการลงทุนและการจัดหาน้ำมันในอนาคต Trump ระบุว่าข้อตกลงนี้จะไม่สร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน และเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันที่สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงได้ พร้อมลดต้นทุนพลังงานสำหรับประชาชนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทางการเงินและโครงสร้างการถือครองของข้อตกลงยังไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมด ทำให้ยังต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายจะถูกจัดสรรอย่างไรในทางปฏิบัติ ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องการน้ำมันจากเวเนซุเอลาตอนนี้ ช่วงเวลาของข้อตกลงถือว่าน่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในขณะที่ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันของโลกในสัดส่วนสูง ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรล หลังถูกนำออกมาใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ตามข้อมูลที่รายงานโดย Washington Times การเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลาจึงมีความสำคัญมากกว่าการลดราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะยังเกี่ยวข้องกับการสร้างแหล่งพลังงานทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำมันในภูมิภาคที่กำลังมีความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม น้ำมันสำรองจำนวน 65,000 ล้านบาร์เรลไม่ได้หมายความว่าน้ำมันทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ตลาดได้ทันที เพราะอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรมมาหลายปี การเพิ่มกำลังผลิตจึงต้องใช้เงินทุนและเวลาอีกมาก ผู้เขียนมองว่าดีลนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันที แม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมหาศาล แต่ความสามารถในการผลิตจริงยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก การพัฒนาแหล่งน้ำมันและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอาจต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้น ตลาดอาจยังไม่เห็นผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในระยะสั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดของข้อตกลง การลงทุนเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา และความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิตจริง หากสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ดีลนี้ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันโลกและลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานได้ แต่ในระยะสั้นยังไม่ควรคาดหวังว่าน้ำมันสำรอง 65,000 ล้านบาร์เรลจะกลายเป็นน้ำมันที่พร้อมขายในตลาดทันที

Read More →
World
⭐ Featured

XRP ร่วงหนักแตะ $1.38 หลังประธาน FED ส่งสัญญาณเหยี่ยวคุมเงินเฟ้อกลางเวที Jackson Hole

แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ราคาของ XRP ดิ่งลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 1.38 ดอลลาร์ หรือปรับตัวลดลงราว 5% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตามข้อมูลจาก CoinGecko โดยก่อนหน้านี้ราคาเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบวันที่ 1.47 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับทิศทางและย่อตัวลงมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนในตลาดเริ่มกลับมาประเมินความเป็นไปได้ที่ FED อาจจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการแถลงครั้งนี้ Warsh ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า FED ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างเคร่งครัด พร้อมชี้แจงว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพบว่ากว่า 54% ขององค์ประกอบในดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลหรือ PCE ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 3% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังคงวิ่งอยู่เหนือระดับเป้าหมายที่วางไว้ ประธาน FED ยังได้เน้นย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบาย และทาง FED อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในการประชุมรอบเดือนกันยายนนี้ หากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ซึ่งการส่งสัญญาณในลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะลดความน่าดึงดูดของสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโตลงไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคา XRP จะมีการปรับฐานลงมาในระยะสั้น แต่ภาพรวมของราคาก็ยังคงยืนอยู่เหนือระดับต่ำสุดในรอบก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจาก CoinGecko ชี้ว่าราคาของเหรียญยังคงมีผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ราว 39% ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมของ FED ในเดือนกันยายนจะกลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญที่บรรดานักเทรดคริปโตทั่วโลกต้องจับตาดูทิศทางนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป ที่มา: u.today มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การย่อตัวของ XRP ในรอบนี้เป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยตรงต่อความตึงตัวของนโยบายการเงินสหรัฐฯ เมื่อประธาน FED แสดงท่าทีเข้มงวดและไม่ตัดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย สภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจึงเกิดการชะลอตัวและทำให้นักลงทุนเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชั่วคราว แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานจากการไหลเข้าของเงินทุน ETF และการพัฒนาเครือข่ายจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ในระยะสั้นความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคจะยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาหลัก และนักลงทุนควรระมัดระวังแรงขายต่อเนื่องหากตลาดยังคงกังวลเรื่องดอกเบี้ยในเดือนกันยายน crypto market Fed inflation Jackson Hole kevin Warsh PCE Ripple xrp Channarong Noramat "Content is King" คือคติประจำใจ ชื่นชอบในเทคโนโลยี รักในการค้นคว้าข้อมูล และเชื่อใน Blockchain จึงผันตัวมาเป็นนักเขียน มั่นใจว่าวงการเทคฯ ในอนาคตยังมีอะไรอีกหลายอย่างรออยู่ และพร้อมเสมอที่จะ Ride the wave แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ราคาของ XRP ดิ่งลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 1.38 ดอลลาร์ หรือปรับตัวลดลงราว 5% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตามข้อมูลจาก CoinGecko โดยก่อนหน้านี้ราคาเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบวันที่ 1.47 ดอลลาร์ ก่อนที่จะกลับทิศทางและย่อตัวลงมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนในตลาดเริ่มกลับมาประเมินความเป็นไปได้ที่ FED อาจจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ในการแถลงครั้งนี้ Warsh ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า FED ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างเคร่งครัด พร้อมชี้แจงว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยพบว่ากว่า 54% ขององค์ประกอบในดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลหรือ PCE ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 3% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเงินเฟ้อยังคงวิ่งอยู่เหนือระดับเป้าหมายที่วางไว้ประธาน FED ยังได้เน้นย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบาย และทาง FED อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในการประชุมรอบเดือนกันยายนนี้ หากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ซึ่งการส่งสัญญาณในลักษณะนี้ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะลดความน่าดึงดูดของสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโตลงไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคา XRP จะมีการปรับฐานลงมาในระยะสั้น แต่ภาพรวมของราคาก็ยังคงยืนอยู่เหนือระดับต่ำสุดในรอบก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจาก CoinGecko ชี้ว่าราคาของเหรียญยังคงมีผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ราว 39% ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมของ FED ในเดือนกันยายนจะกลายมาเป็นหมุดหมายสำคัญที่บรรดานักเทรดคริปโตทั่วโลกต้องจับตาดูทิศทางนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป

Read More →
World
⭐ Featured

XRP เผชิญแรงเทขายในตลาดอนุพันธ์หนักที่สุดในปี 2026 หลังราคาพุ่งแรงเฉียดแตะ $1.7

แม้ว่า XRP จะยังสามารถรักษาฐานราคาอย่างแข็งแกร่ง จนยืนเหนือระดับ 1.40 ดอลลาร์สหรัฐได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากเพิ่งทะลุผ่านแนวต้านสำคัญขึ้นมา แต่ล่าสุดกลับพบสัญญาณแรงเทขายในตลาดอนุพันธ์ ที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026โดยในขณะที่รายงาน ราคา XRP กำลังซื้อขายอยู่ที่ 1.46 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.25% ภายใน 24 ชั่วโมง อ้างอิงข้อมูลจาก coinmarketcapสิ่งนี้สะท้อนว่า การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในรอบนี้ อาจเริ่มเข้าใกล้จุดสิ้นสุดเข้าไปทุกที แม้ว่า ในตลาดซื้อขายแบบสปอต จะยังคงอยู่ในสภาวะขาขึ้น แต่ข้อมูลล่าสุดจาก CryptoQuant กลับชี้ว่า ฝั่งตลาดอนุพันธ์ไม่ได้เป็นขาขึ้นตามไปด้วย สำหรับการฟื้นตัวของตลาดคริปโตในภาพรวมช่วงที่ผ่านมา ได้ช่วยดันมูลค่าตลาดรวม ของฝั่ง Altcoin ให้พุ่งสูงขึ้นกว่า 1.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งคิดเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงประมาณ 20% เลยทีเดียว ด้านนักวิเคราะห์จาก CryptoQuant เปิดเผยว่า XRP คือ หนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสนี้ โดยราคาพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 70% ในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงนี้ ก็ได้ดึงดูดนักลงทุนสายเก็งกำไรเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฝั่งตลาดอนุพันธ์ แรงเทขายบน Binance ที่พุ่งสูง และ Open Interest เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สัญญาณการเก็งกำไรนี้ เห็นได้ชัดที่สุดบน Binanceกระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยข้อมูลปริมาณการซื้อขายสุทธิของ XRP บน Binance แสดงแรงเทขายที่หนักที่สุด นับตั้งแต่เริ่มปี 2026 เป็นต้นมา ซึ่งแรงเทขายฝั่ง Sell-side พุ่งสูงถึงประมาณ 96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่า นักเทรดกำลังแห่เปิดสถานะ Short Position เพื่อสวนทางกับการพุ่งขึ้นของราคาในรอบนี้อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง แม้ดัชนีนี้จะส่งสัญญาณเตือนในฝั่งขาลง และอาจกลายเป็นแรงฉุดไม่ให้ราคา XRP พุ่งขึ้นต่อได้ง่ายๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็สะท้อนว่า ตลาดอนุพันธ์ของ XRP กำลังคึกคักอย่างมาก โดยท่ามกลางแรงเทขายที่ถาโถมเข้ามา พบว่า ยอดคงค้างสัญญา (Open Interest) ของ XRP บน Binance เพียงแห่งเดียว พุ่งสูงขึ้นถึง 14.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างดีว่า นักเทรดกำลังแห่เข้ามาเก็งกำไรกันอย่างคึกคัก และความผันผวนของราคากำลังแกว่งตัวรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างมากในระยะนี้ มุมมองผู้เขียน : ราคา XRP ในระยะสั้น มีโอกาสเผชิญแรงกดดันจากการเก็งกำไรฝั่ง Short ที่สะสมตัวมากขึ้น จนอาจเกิดการปรับฐาน เพื่อล้าง Leverage ส่วนเกินออกจากระบบก่อน แต่ตราบใดที่ตลาด Spot ยังคงแข็งแกร่ง และปัจจัยพื้นฐานของกระแส Altcoin ยังไม่เปลี่ยนทิศ การปรับฐานดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงจังหวะพักตัวระยะสั้น มากกว่าจุดเปลี่ยนแนวโน้มขาขึ้นในภาพใหญ่

Read More →
World
⭐ Featured

เจ้ามือเทชอร์ต Bitcoin-Ethereum มูลค่ากว่า $1,300 ล้าน รอลุ้นผลประชุมเฟดคืนนี้

เช้าวันนี้ราคา Bitcoin ได้พุ่งทะยานกลับมาที่ $81,000 อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเจ้ามือรายหนึ่งจะยังไม่เชื่อมั่นว่าราคา Bitcoin จะกลับตัวเป็นขาขึ้นแล้ว จึงได้ทำการเคลื่อนไหวด้วยการเปิดโพสิชันชอร์ตเป็นมูลค่ามหาศาลอ้างอิงตามข้อมูลจาก Lookonchain เจ้ามือรายดังกล่าวได้ทำการสร้างกระเป๋าใบใหม่จากนั้นฝากเงินจำนวน $5 ล้าน USDC เข้าไปยัง Hyperliquid DEX ก่อนแบ่งทุนไปเปิดชอร์ต 20X ใน 247.63 BTC และ 8,155 ETH คิดเป็นมูลค่าโพสิชันเฉลี่ยราวๆ $20 ล้านดอลลาร์ในแต่ละเหรียญด้วยความที่ธรรมชาติของบล็อกเชนนั้นเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เราจึงทราบข้อมูลว่าเจ้ามือรายนี้มีต้นทุนการเปิดชอร์ต Bitcoin อยู่ที่ $78,029.40$ ตามด้วย Ethereum ที่ $2,447.87 ซึ่งย่อมหมายความว่าเจ้ามือกำลังขาดทุนอย่างหนัก เห็นได้จากตัวเลขบน Hypurrscan ปัจจุบันเจ้ามือรายนี้ขาดทุน Bitcoin และ Ethereum อยู่ประมาณ $7.6 แสน และ $6.6 แสนตามลำดับ แต่ที่ระดับราคาปัจจุบันเจ้ามือรายดังกล่าวยังคงพอมีช่องว่างให้พอหายใจและทนได้ไปจนถึงระดับ $92,800 และ $2,880 ก่อนที่จะถูกล้างพอร์ต อย่างไรก็ตามจังหวะการเปิดชอร์ตของเจ้ามือรายนี้ถือว่ามีความน่าสนใจมากเพราะ ในคืนวันศุกร์นี้ Kevin Warsh ประธานเฟดคนล่าสุดมีกำหนดการที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมใหญ่ Jackson Hole ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ใช่ข่าวดีนัก หากอิงจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนหน้า ต้องจับตากันต่อไปว่า การเปิด Short ในครั้งนี้จะเป็นการอ่านเกมตลาดล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่ส่งให้ Bitcoin พุ่งทะยานขึ้นไปล้างพอร์ตฝั่ง Short อีกรอบในคืนนี้

Read More →
World
⭐ Featured

กฎหมายและรัฐบาล, ข่าวคริปโตเคอเรนซี่สรรพากร UK เผยผู้เสียภาษี 240 รายฟันกำไรจากคริปโตคนละกว่า 1 ล้านปอนด์ Google News ฟังสรุปข่าว กรมสรรพากรและศุลกากรแห่งสหราชอาณาจักร หรือ HMRC ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติภาษีคริปโตเคอร์เรนซีเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าในปีงบประมาณ 2025 มีผู้เสียภาษีจำนวน 240 รายที่ยื่นแสดงผลกำไรจากส่วนต่างราคาของการขายคริปโตเกินกว่า 1 ล้านปอนด์ หรือราว 1.36 ล้านดอลลาร์ต่อคน ซึ่งคิดเป็นผลกำไรของกลุ่มนี้รวมกันสูงถึง 717 ล้านปอนด์ ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นปีแรกที่มีการแยกหมวดหมู่ภาษีกำไรจากคริปโตออกมาอย่างชัดเจน หลังจากการเพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลลงในแบบแสดงรายการประเมินตนเอง โดยพบว่ามีผู้เสียภาษียื่นแบบแจ้งการจำหน่ายคริปโตทั้งหมด 17,600 รายสำหรับรอบปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2025 ซึ่งเกือบ 90% ของผู้ยื่นภาษีกลุ่มนี้เป็นผู้ชาย สำหรับภาพรวมของกำไรที่ต้องเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในระบบ มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.38 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.77 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นค่าเฉลี่ยของกำไรอยู่ที่ประมาณ 78,000 ปอนด์ต่อคน โดยทาง HMRC ระบุว่ามาตรการตรวจสอบและให้ความรู้ด้านภาษีของหน่วยงานช่วยสร้างรายได้จากภาษีกำไรส่วนต่างราคาเพิ่มเติมได้ถึง 168 ล้านปอนด์ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สรรพากรสหราชอาณาจักรยังได้เริ่มนำกรอบการรายงานข้อมูลสินทรัพย์คริปโต หรือ CARF ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของ OECD มาปรับใช้ โดยข้อกำหนดนี้จะบังคับให้ผู้ให้บริการด้านคริปโตต้องส่งมอบข้อมูลลูกค้าให้แก่หน่วยงานภาษี ซึ่ง HMRC จะเริ่มได้รับข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เพื่อนำมาใช้ตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้เสียภาษียื่นแบบเข้ามา ที่มา: coindesk มุมมองส่วนตัวประเมินว่า สถิติชุดนี้แสดงให้เห็นว่าคริปโตเคอร์เรนซีได้สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับนักลงทุนในสหราชอาณาจักรจนเกิดกลุ่มผู้ทำกำไรระดับล้านปอนด์นับร้อยราย ขณะเดียวกัน การที่หน่วยงานรัฐเริ่มวางระบบภาษีเฉพาะทางและเตรียมเชื่อมต่อข้อมูลกับมาตรฐานสากล CARF ยิ่งตอกย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักอย่างเต็มตัว ซึ่งแม้ว่าผู้ใช้งานจะต้องเตรียมตัวเรื่องการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง แต่ก็ช่วยสร้างความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว bitcoin Capital Gains Tax CARF crypto tax cryptocurrency HMRC OECD UKสรรพากร UK เผยผู้เสียภาษี 240 รายฟันกำไรจากคริปโตคนละกว่า 1 ล้านปอนด์ Channarong Noramat "Content is King" คือคติประจำใจ ชื่นชอบในเทคโนโลยี รักในการค้นคว้าข้อมูล และเชื่อใน Blockchain จึงผันตัวมาเป็นนักเขียน มั่นใจว่าวงการเทคฯ ในอนาคตยังมีอะไรอีกหลายอย่างรออยู่ และพร้อมเสมอที่จะ Ride the wave

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นปีแรกที่มีการแยกหมวดหมู่ภาษีกำไรจากคริปโตออกมาอย่างชัดเจน หลังจากการเพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลลงในแบบแสดงรายการประเมินตนเอง โดยพบว่ามีผู้เสียภาษียื่นแบบแจ้งการจำหน่ายคริปโตทั้งหมด 17,600 รายสำหรับรอบปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2025 ซึ่งเกือบ 90% ของผู้ยื่นภาษีกลุ่มนี้เป็นผู้ชาย สำหรับภาพรวมของกำไรที่ต้องเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในระบบ มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.38 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.77 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นค่าเฉลี่ยของกำไรอยู่ที่ประมาณ 78,000 ปอนด์ต่อคน โดยทาง HMRC ระบุว่ามาตรการตรวจสอบและให้ความรู้ด้านภาษีของหน่วยงานช่วยสร้างรายได้จากภาษีกำไรส่วนต่างราคาเพิ่มเติมได้ถึง 168 ล้านปอนด์ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สรรพากรสหราชอาณาจักรยังได้เริ่มนำกรอบการรายงานข้อมูลสินทรัพย์ คริปโต หรือ CARF ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของ OECD มาปรับใช้ โดยข้อกำหนดนี้จะบังคับให้ผู้ให้บริการด้านคริปโตต้องส่งมอบข้อมูลลูกค้าให้แก่หน่วยงานภาษี ซึ่ง HMRC จะเริ่มได้รับข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เพื่อนำมาใช้ตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้เสียภาษียื่นแบบเข้ามา ที่มา: coindesk มุมมองส่วนตัวประเมินว่า สถิติชุดนี้แสดงให้เห็นว่าคริปโตเคอร์เรนซีได้สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับนักลงทุนในสหราชอาณาจักรจนเกิดกลุ่มผู้ทำกำไรระดับล้านปอนด์นับร้อยราย ขณะเดียวกัน การที่หน่วยงานรัฐเริ่มวางระบบภาษีเฉพาะทางและเตรียมเชื่อมต่อข้อมูลกับมาตรฐานสากล CARF ยิ่งตอกย้ำว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักอย่างเต็มตัว ซึ่งแม้ว่าผู้ใช้งานจะต้องเตรียมตัวเรื่องการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง แต่ก็ช่วยสร้างความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว bitcoin Capital Gains Tax CARF crypto tax cryptocurrency HMRC OECD UK Channarong Noramat "Content is King" คือคติประจำใจ ชื่นชอบในเทคโนโลยี รักในการค้นคว้าข้อมูล และเชื่อใน Blockchain จึงผันตัวมาเป็นนักเขียน มั่นใจว่าวงการเทคฯ ในอนาคตยังมีอะไรอีกหลายอย่างรออยู่ และพร้อมเสมอที่จะ Ride the waveตัวเลขดังกล่าวถือเป็นปีแรกที่มีการแยกหมวดหมู่ภาษีกำไรจากคริปโตออกมาอย่างชัดเจน หลังจากการเพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลลงในแบบแสดงรายการประเมินตนเอง โดยพบว่ามีผู้เสียภาษียื่นแบบแจ้งการจำหน่ายคริปโตทั้งหมด 17,600 รายสำหรับรอบปีที่สิ้นสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2025 ซึ่งเกือบ 90% ของผู้ยื่นภาษีกลุ่มนี้เป็นผู้ชาย สำหรับภาพรวมของกำไรที่ต้องเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในระบบ มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.38 พันล้านปอนด์ หรือประมาณ 1.77 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นค่าเฉลี่ยของกำไรอยู่ที่ประมาณ 78,000 ปอนด์ต่อคน โดยทาง HMRC ระบุว่ามาตรการตรวจสอบและให้ความรู้ด้านภาษีของหน่วยงานช่วยสร้างรายได้จากภาษีกำไรส่วนต่างราคาเพิ่มเติมได้ถึง 168 ล้านปอนด์ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สรรพากรสหราชอาณาจักรยังได้เริ่มนำกรอบการรายงานข้อมูลสินทรัพย์ คริปโต หรือ CARF ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของ OECD มาปรับใช้ โดยข้อกำหนดนี้จะบังคับให้ผู้ให้บริการด้านคริปโตต้องส่งมอบข้อมูลลูกค้าให้แก่หน่วยงานภาษี ซึ่ง HMRC จะเริ่มได้รับข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เพื่อนำมาใช้ตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้เสียภาษียื่นแบบเข้ามา

Read More →
Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat