News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

Radiant Capital ประกาศปิดตัว หลังฟื้นไม่ไหวจากการถูกแฮกปี 2024
World
⭐ Featured

Radiant Capital ประกาศปิดตัว หลังฟื้นไม่ไหวจากการถูกแฮกปี 2024

Radiant Capital โปรโตคอลให้กู้ยืมบน DeFi ประกาศยุติการพัฒนาและเข้าสู่โหมดบำรุงรักษา (maintenance mode) อย่างเป็นทางการ สาเหตุหลักมาจากการถูกแฮกในปี 2024 ที่สร้างความเสียหายจนโปรโตคอลไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ DeFi ว่าการถูกแฮกครั้งใหญ่อาจทำให้โปรโตคอลต้องปิดตัวในระยะยาว แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish การปิดตัวของ Radiant Capital เป็นสัญญาณเชิงลบต่อความเชื่อมั่นในวงการ DeFi โดยรวม สะท้อนให้เห็นว่าผลจากการถูกแฮกอาจทำให้โปรโตคอลเสียหายถาวร อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก Radiant Capital ลดขนาดลงอย่างมากหลังเหตุการณ์ถูกแฮกในปีที่แล้ว ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อช่วงดึกของวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ตามเวลาไทย โปรโตคอลให้กู้ยืมบน DeFi อย่าง Radiant Capital ได้ประกาศยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ หลังจากไม่สามารถฟื้นตัวจากการถูกแฮกในปี 2024 ได้ ทีมพัฒนาได้ตัดสินใจยุติการพัฒนาโปรโตคอลทั้งหมด และเปลี่ยนสถานะเข้าสู่โหมดบำรุงรักษา (maintenance mode) แทน ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการอัปเดตหรือพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ใด ๆ อีกต่อไป การปิดตัวของ Radiant Capital ถือเป็นจุดจบของโปรโตคอลที่เคยเป็นหนึ่งในโปรโตคอล DeFi ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแลสูงบนเครือข่าย Arbitrum และ BNB Chain การถูกแฮกปี 2024 จุดเริ่มต้นของจุดจบ Radiant Capital ถูกโจมตีในปี 2024 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์แฮก DeFi ที่สร้างความเสียหายสูงสุดในปีนั้น โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า แฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังได้โอนเงิน $20.7 ล้านในรูปแบบ ETH เข้า Tornado Cash ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยปกปิดร่องรอยการโอนเงิน แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการโจมตีครั้งนั้น หลังจากถูกแฮก โปรโตคอลพยายามฟื้นตัวผ่านการปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการสื่อสารกับชุมชน แต่ก็ไม่สามารถกลับมาได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานเพียงพอ สภาพคล่องในโปรโตคอลลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดทีมพัฒนาตัดสินใจว่าการดำเนินการต่อไปไม่สามารถทำได้อีกแล้ว บทเรียนสำคัญของวงการ DeFi การปิดตัวของ Radiant Capital สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แท้จริงของโปรโตคอล DeFi เมื่อถูกโจมตีทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ ต่างจากธนาคารหรือสถาบันการเงินทั่วไปที่มีกลไกรองรับความเสียหาย โปรโตคอล DeFi มักพึ่งพาความเชื่อมั่นของผู้ใช้เป็นหลัก เมื่อเชื่อมั่นพังทลาย สภาพคล่องก็ถอนออกและยากจะดึงกลับมาได้ วงการ DeFi เองก็กำลังพยายามแก้ไขปัญหานี้ โดย Aave เพิ่งประกาศปรับมาตรฐานการรับสินทรัพย์ใหม่หลังถูกแฮก rsETH ตามที่ Siam Blockchain รายงานไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ยังเพิ่งเสนอแนวคิดใหม่ให้ DeFi ใช้ Options แทนระบบหนี้แบบเดิม เพื่อลดความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากการแฮกในอนาคตได้บ้าง อ่านรายละเอียดได้ที่ บทความนี้ ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ทุกคนในวงการควรจดจำไว้ดี ๆ การถูกแฮกครั้งเดียวสามารถทำให้โปรโตคอลที่สร้างมาหลายปีพังทลายลงได้ในชั่วข้ามคืน และยากมากที่จะฟื้นคืนกลับมาได้หากผู้ใช้หมดความเชื่อมั่น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือจะมีโปรโตคอล DeFi อื่น ๆ ที่ยังอ่อนแอด้านความปลอดภัยที่เผชิญชะตากรรมเดียวกันอีกหรือเปล่า และวงการ DeFi จะสามารถพัฒนาระบบป้องกันที่แข็งแกร่งพอเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้ได้ในระยะยาวไหม ที่มา: @Cointelegraph

Binance เตรียมเพิ่มหุ้นสหรัฐฯ โทเคนไนซ์กว่า 7,000 ตัว
World
⭐ Featured

Binance เตรียมเพิ่มหุ้นสหรัฐฯ โทเคนไนซ์กว่า 7,000 ตัว

รายงานจาก Fortune ระบุว่า Binance มีแผนขยายบริการหุ้นโทเคนไนซ์ให้ครอบคลุมหุ้นและ ETF ของสหรัฐฯ กว่า 7,000 รายการ โดยยังไม่มีวันเปิดตัวที่แน่ชัด ก่อนหน้านี้ Binance ร่วมกับ Ondo Finance เปิดตัวหุ้นโทเคนไนซ์ 10 รายการแรกผ่าน Binance Alpha เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยมี Alpaca รับหน้าที่ดูแลคัสโตดีและการชำระเงิน บริการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้นอกสหรัฐฯ ช่วยให้เข้าถึงตลาดหุ้น US ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบแบ่งส่วนการถือครอง แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish แผนขยายสู่หุ้นโทเคนไนซ์กว่า 7,000 รายการจะดึงดูดผู้ใช้ใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศ Binance และ BNB Chain ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการซื้อขายและความต้องการ BNB โดยรวม หากแผนนี้เป็นจริง ย่อมส่งผลบวกต่อ BNB ในระยะกลาง ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงข้อมูลจาก Fortune Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีแผนเพิ่มจำนวนหุ้นและ ETF ของสหรัฐอเมริกาในรูปแบบโทเคนให้ครอบคลุมกว่า 7,000 รายการ อย่างไรก็ตาม รายงานจากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุเพียงว่าบริการนี้จะเปิดตัว “เดือนหน้า” โดยยังไม่มีวันที่แน่นอน และยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Binance เกี่ยวกับกำหนดการที่ชัดเจน จุดเริ่มต้น Binance กลับสู่ตลาดหุ้นโทเคนไนซ์กับ Ondo Finance เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 Binance ได้ร่วมมือกับ Ondo Finance แพลตฟอร์มโทเคนไนซ์สินทรัพย์โลกจริงบนบล็อกเชน เปิดตัวหุ้นโทเคนไนซ์ 10 รายการแรกผ่าน Binance Alpha และ Binance Wallet ประกอบด้วยหุ้นบริษัทชั้นนำอย่าง Apple (AAPLon), Google (GOOGLon), Tesla (TSLAon), NVIDIA (NVDAon) และ QQQon การเปิดตัวครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน FSRA ในเขตเศรษฐกิจอาบูดาบี โทเคนเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อติดตามราคาของหุ้นจริงในตลาดดั้งเดิม ช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่ไม่ได้มอบสิทธิ์ผู้ถือหุ้นเต็มรูปแบบ เช่น สิทธิ์ออกเสียง นอกจากนี้ยังรองรับการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงและการถือครองแบบแบ่งส่วน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมทำไม่ได้ โดยบริการดังกล่าวพร้อมให้ใช้งานเฉพาะผู้ใช้นอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น By คุณเชน มิถุนายน 1, 2026 Binance เตรียมเพิ่มหุ้นสหรัฐฯ โทเคนไนซ์กว่า 7,000 ตัว ข่าว Binance Coin ฟังสรุปข่าว รายงานจาก Fortune ระบุว่า Binance มีแผนขยายบริการหุ้นโทเคนไนซ์ให้ครอบคลุมหุ้นและ ETF ของสหรัฐฯ กว่า 7,000 รายการ โดยยังไม่มีวันเปิดตัวที่แน่ชัด ก่อนหน้านี้ Binance ร่วมกับ Ondo Finance เปิดตัวหุ้นโทเคนไนซ์ 10 รายการแรกผ่าน Binance Alpha เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยมี Alpaca รับหน้าที่ดูแลคัสโตดีและการชำระเงิน บริการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้นอกสหรัฐฯ ช่วยให้เข้าถึงตลาดหุ้น US ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบแบ่งส่วนการถือครอง แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish แผนขยายสู่หุ้นโทเคนไนซ์กว่า 7,000 รายการจะดึงดูดผู้ใช้ใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศ Binance และ BNB Chain ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการซื้อขายและความต้องการ BNB โดยรวม หากแผนนี้เป็นจริง ย่อมส่งผลบวกต่อ BNB ในระยะกลาง ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงข้อมูลจาก Fortune Binance กระดานเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีแผนเพิ่มจำนวนหุ้นและ ETF ของสหรัฐอเมริกาในรูปแบบโทเคนให้ครอบคลุมกว่า 7,000 รายการ อย่างไรก็ตาม รายงานจากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุเพียงว่าบริการนี้จะเปิดตัว “เดือนหน้า” โดยยังไม่มีวันที่แน่นอน และยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Binance เกี่ยวกับกำหนดการที่ชัดเจน https://twitter.com/cointelegraph/status/2061384169939243274 จุดเริ่มต้น Binance กลับสู่ตลาดหุ้นโทเคนไนซ์กับ Ondo Finance เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 Binance ได้ร่วมมือกับ Ondo Finance แพลตฟอร์มโทเคนไนซ์สินทรัพย์โลกจริงบนบล็อกเชน เปิดตัวหุ้นโทเคนไนซ์ 10 รายการแรกผ่าน Binance Alpha และ Binance Wallet ประกอบด้วยหุ้นบริษัทชั้นนำอย่าง Apple (AAPLon), Google (GOOGLon), Tesla (TSLAon), NVIDIA (NVDAon) และ QQQon การเปิดตัวครั้งนี้ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน FSRA ในเขตเศรษฐกิจอาบูดาบี โทเคนเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อติดตามราคาของหุ้นจริงในตลาดดั้งเดิม ช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่ไม่ได้มอบสิทธิ์ผู้ถือหุ้นเต็มรูปแบบ เช่น สิทธิ์ออกเสียง นอกจากนี้ยังรองรับการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงและการถือครองแบบแบ่งส่วน ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมทำไม่ได้ โดยบริการดังกล่าวพร้อมให้ใช้งานเฉพาะผู้ใช้นอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แผนขยายสู่ 7,000 รายการและบทบาทของ Alpaca รายงานระบุว่า Binance มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์โทเคนไนซ์หุ้นในชื่อ “bStocks” บนแพลตฟอร์มหลัก โดยจะครอบคลุมหุ้นและ ETF ของสหรัฐฯ กว่า 7,000 รายการ และจะมี Alpaca รับหน้าที่ดูแลด้านการคัสโตดีและการชำระเงิน ซึ่งถือเป็นการขยายครั้งใหญ่จากการเปิดตัว 10 รายการแรกกับ Ondo Finance สำหรับผู้ที่เทรดหรือถือ Ondo Tokenized Securities บน Binance Alpha ยังสามารถสะสม Binance Alpha Points เพื่อปลดล็อกสิทธิ์พิเศษในแคมเปญต่าง ๆ ได้อีกด้วย Binance เคยให้บริการหุ้นโทเคนไนซ์มาก่อนแต่ต้องยุติในวันที่ 16 กรกฎาคม 2021 หลังถูกหน่วยงานกำกับดูแลในเยอรมนีและฮ่องกงออกคำเตือน การกลับมาในครั้งนี้จึงมาพร้อมกรอบกฎหมายที่ชัดเจนกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Perpetuals บน Binance กลายเป็นตลาดหลักซื้อขาย Pre-IPO หุ้น MUUSDT ทำ Volume $1.56 พันล้านในวันเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อขายสินทรัพย์โลกจริงบน Binance ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าทิศทางของ Binance ที่มุ่งเชื่อมโลกคริปโตกับตลาดหุ้นดั้งเดิมเป็นเรื่องที่น่าจับตาดูมาก เพราะถ้าทำได้จริงในระดับ 7,000 รายการ มันจะเปลี่ยน Binance จากกระดานเทรดคริปโตธรรมดาให้กลายเป็นแพลตฟอร์มลงทุนครบวงจรที่ท้าทายโบรกเกอร์ดั้งเดิมอย่างจริงจัง สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจ ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก Binance เกี่ยวกับวันเปิดตัวที่แน่ชัด และศึกษาเรื่องกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ดีก่อน เพราะรายละเอียดยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

Cash App เปิดให้ผู้ใช้ 60 ล้านคนโอน USDC ฟรีบน 4 บล็อกเชน
World
⭐ Featured

Cash App เปิดให้ผู้ใช้ 60 ล้านคนโอน USDC ฟรีบน 4 บล็อกเชน

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา Cash App แพลตฟอร์มการเงินในเครือ Block, Inc. บริษัทที่ก่อตั้งโดย Jack Dorsey ได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์โอน USDC สำหรับผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ โดยรองรับ 4 บล็อกเชนหลักพร้อมกัน ได้แก่ Solana, Ethereum, Polygon และ Arbitrum ตามรายงานจาก CoinDesk ที่ระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่จำเป็นต้องสร้างกระเป๋าเงินแยกต่างหาก การเปิดให้บริการเริ่มต้นกับผู้ใช้ราว 25% ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. และขยายสู่ผู้ใช้ทั้งหมดเกือบ 60 ล้านรายภายในสัปดาห์เดียวกัน ใช้งานง่าย ไม่ต้องรู้เรื่องบล็อกเชน จุดเด่นของฟีเจอร์นี้คือ Cash App จัดการทุกอย่างเบื้องหลังให้ผู้ใช้โดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้ส่ง USDC ระบบจะแปลงดอลลาร์สหรัฐฯ ในบัญชีเป็น USDC ให้เอง และเมื่อรับ USDC ก็จะแปลงกลับมาเป็นดอลลาร์ทันที ผู้ใช้ไม่ต้องเข้าใจเรื่อง private key, gas fee หรือการเลือกเครือข่ายแต่อย่างใด ทำให้แอปที่คนทั่วไปใช้รับ-ส่งเงินอยู่แล้วกลายเป็นช่องทางเข้าถึง Stablecoin ได้โดยไม่มีอุปสรรคทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ในรัฐนิวยอร์กยังไม่สามารถเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ในขณะนี้ และแม้ปัจจุบันจะไม่มีค่าธรรมเนียม Cash App ได้ระบุชัดเจนว่าจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอนาคต จึงเป็นกลยุทธ์ดึงผู้ใช้ก่อน แล้วค่อยสร้างรายได้ในภายหลัง สัญญาณใหญ่ของการนำ Stablecoin เข้าสู่กระแสหลัก ปัจจุบัน USDC มีมูลค่าหมุนเวียนรวมราว 7.6 หมื่นล้านดอลลาร์ กระจายอยู่บนกว่า 30 บล็อกเชน และครองส่วนแบ่งราว 27% ของตลาด Stablecoin ที่มีมูลค่ารวมทะลุ 2.4 แสนล้านดอลลาร์ การที่ Cash App นำ USDC เข้ามาในแอปที่คนทั่วไปใช้งานประจำวันเพื่อรับ-ส่งเงิน ซื้อของ หรือแบ่งค่าอาหาร ถือเป็นก้าวที่ต่างออกไปจากการใช้งาน USDC ในวงการ DeFi ที่ยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ คริปโต Miles Suter หัวหน้าฝ่าย Bitcoin ของ Block ให้มุมมองว่า Stablecoin บน Cash App เป็นตัวเลือกเสริมที่เข้ากันได้กับ Bitcoin ไม่ใช่การแข่งขัน โดยมองว่าเป็นการเปิดประตูสู่ระบบการเงินแบบเปิด (open financial rails) ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ Block เริ่มส่งสัญญาณสนับสนุน Stablecoin มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่คือข่าวที่น่าจับตามากกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะ Cash App ไม่ใช่แอปคริปโต แต่เป็นแอปเงินที่คนอเมริกันธรรมดาใช้ในชีวิตประจำวัน การที่ USDC เข้าไปอยู่ในมือผู้ใช้เกือบ 60 ล้านคนโดยที่เขาไม่ต้องรู้สึกว่ากำลัง “ลงทุนคริปโต” นั้นคือสิ่งที่วงการรอมานาน อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูว่าเมื่อถึงเวลาที่ Cash App เริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ผู้ใช้จะยังคงใช้งานต่อเนื่องไหม หรือจะมองว่าไม่ต่างจากการโอนเงินแบบเดิม ที่มา: @CoinDesk

ย้อนรอย The DAO ระดมทุน 12.7 ล้าน ETH ก่อนถูกแฮกจนเกิด Ethereum Hard Fork
World
⭐ Featured

ย้อนรอย The DAO ระดมทุน 12.7 ล้าน ETH ก่อนถูกแฮกจนเกิด Ethereum Hard Fork

The DAO ปิดการขายโทเคนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 หลังระดมทุนได้ 12.7 ล้าน ETH มูลค่าราว 150 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการระดมทุนแบบ crowdsale ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา The DAO ถูกแฮกในวันที่ 17 มิถุนายน 2016 โดยช่องโหว่แบบ reentrancy attack ทำให้ ETH กว่า 3.6 ล้านดอลลาร์ถูกโอนออกไป นำไปสู่การ hard fork ครั้งสำคัญของ Ethereum เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของวงการ smart contract และ DeFi ที่ยังคงถูกอ้างถึงจนถึงปัจจุบัน แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral บทความนี้เป็นการย้อนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่ส่งผลต่อราคาโดยตรง อย่างไรก็ตาม การระลึกถึงบทเรียนของ The DAO ช่วยตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบ smart contract ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบบนิเวศ Ethereum ในระยะยาว ในช่วงนี้ของทุกปี วงการ Ethereum มักย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของบล็อกเชน ตามรายงานจาก CoinDesk การขายโทเคนของ The DAO ปิดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 หลังจากเปิดระดมทุนเป็นเวลา 28 วัน โดยโครงการดังกล่าวสามารถระดมทุนได้ถึง 12.7 ล้าน ETH มูลค่าประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น นับเป็นการระดมทุนแบบ crowdsale ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คริปโต ณ เวลานั้น The DAO สร้างขึ้นบนบล็อกเชน Ethereum โดยบริษัท Slock.it จากเยอรมนี โดยมีเป้าหมายเป็นกองทุนร่วมลงทุนแบบกระจายอำนาจที่ให้นักลงทุนลงคะแนนเสียงผ่านโทเคนดิจิทัลเพื่อตัดสินใจสนับสนุนโครงการต่าง ๆ The DAO คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ The DAO (Decentralized Autonomous Organization) เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2016 โดย Slock.it ซึ่งเป็นบริษัทด้าน IoT และบล็อกเชน โค้ดส่วนใหญ่เขียนโดย Christoph Jentzsch นักพัฒนาชาวเยอรมัน แนวคิดหลักคือการสร้างกองทุนร่วมลงทุนที่ไม่มีผู้บริหารแบบดั้งเดิม แต่ใช้ smart contract บน Ethereum แทน โดยผู้ถือโทเคน DAO จะได้รับสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในสัดส่วนตามจำนวนโทเคนที่ถือครอง ซึ่งในขณะนั้น Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแล (curator) ของโครงการด้วย ความสำเร็จในการระดมทุนของ The DAO สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นเต้นของชุมชนคริปโตต่อแนวคิด DeFi และธรรมาภิบาลแบบกระจายอำนาจในยุคแรก การที่นักลงทุนทั่วโลกร่วมกันส่ง ETH เข้ามาถึง 12.7 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 28 วัน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Ethereum กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่าแค่สกุลเงินดิจิทัล จากความหวังสู่หายนะ บทเรียนที่วงการยังจำ ความสำเร็จของ The DAO กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังปิดการขายโทเคน ในวันที่ 17 มิถุนายน 2016 ผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่แบบ reentrancy attack ในโค้ด smart contract ของ The DAO สามารถโอน ETH ออกไปได้ถึงประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราวหนึ่งในสามของเงินทุนทั้งหมด มูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น ซึ่งช่องโหว่นี้อยู่ในโค้ด smart contract ของ The DAO เอง ไม่ใช่ข้อบกพร่องของบล็อกเชน Ethereum ผลที่ตามมาคือการถกเถียงครั้งใหญ่ในชุมชน Ethereum ว่าจะตอบสนองอย่างไร สุดท้ายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ชุมชน Ethereum ตัดสินใจทำ hard fork บล็อกเชนเพื่อกู้คืนเงินทั้งหมดกลับคืนสู่ smart contract เดิม การตัดสินใจนี้แม้จะช่วยปกป้องนักลงทุน แต่ก็ทำให้บล็อกเชนแยกออกเป็นสองสาย ได้แก่ Ethereum ที่รู้จักกันในปัจจุบัน และ Ethereum Classic ซึ่งยังคงใช้บล็อกเชนสายเดิม เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ DeFi และยังถูกอ้างอิงในการพัฒนา smart contract ทุกวันนี้ ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเรื่องของ The DAO เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุดในวงการคริปโต เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่า “code is law” ไม่ได้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อโค้ดนั้นมีช่องโหว่ น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่ Ethereum ยังใหม่มาก แต่วงการก็ผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้และยังคงเติบโตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันที่ ETH มีราคาอยู่ที่ราว $2,011 สิ่งที่น่าจับตาคือบทเรียนเรื่อง reentrancy attack ยังคงมีความสำคัญมากในโลก DeFi ปัจจุบัน เพราะยังมีโปรเจกต์ใหม่ที่พลาดท่าในจุดเดิมอยู่เสมอ ที่มา: @CoinDesk

ตลาดคริปโตฟื้นตัว $7.5 หมื่นล้าน รับข่าวเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน
World
⭐ Featured

ตลาดคริปโตฟื้นตัว $7.5 หมื่นล้าน รับข่าวเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน

มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมบวกเพิ่มกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลัง ปธน.ทรัมป์ เผยว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บทสรุป ข้อตกลงดังกล่าว มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันโลกและดึงดูดเม็ดเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตฯ ราคา Bitcoin เด้งจากจุดต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ที่ $74,250 ขึ้นไปแตะ $77,000 แต่ภาพรวมยังคงอยู่ในเทรนด์ขาลงและติดแนวต้านสำคัญ แนวโน้มผลกระทบ: Neutral ตลาดคริปโตคึกคักดันมูลค่าตลาดพุ่งกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ รับข่าวดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังเข้าใกล้บทสรุปสุดท้าย ซึ่งจะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซและบรรเทาวิกฤตพลังงานโลก เหตุการณ์นี้หนุนให้ Bitcoin เด้งฟื้นตัวมาทดสอบระดับ 77,000 ดอลลาร์ ได้สำเร็จ แต่ภาพรวมทางเทคนิคยังถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะราคายังติดแนวต้านแข็งที่ 82,000 ดอลลาร์ และยังร่วงจากจุดสูงสุดเดิมถึง 39% ทำให้โมเมนตัมตอนนี้ยังไม่สามารถกลับตัวเป็นขาขึ้นได้อย่างเต็มที่ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเหมือนได้พักสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ หลังมูลค่าตลาดโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รับปัจจัยบวกจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเผยเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจ่อปลดล็อกวิกฤตพลังงานโลกด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รายงานจากสื่อข่าวต่างประเทศระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ, อิหร่าน และพันธมิตรชาติในตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, กาตาร์ มีความคืบหน้าไปมากและกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการสรุปรายละเอียดก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ วาระสำคัญในข้อตกลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจมหภาค คือแผนการกลับมาเปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานหลักของโลก ที่ก่อนหน้านี้ถูกปิดกั้นจนทำให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวกดดันให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงสูง รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีออกไปในช่วงที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะหยุดยิงที่เปราะบางมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำเงื่อนไขสำคัญระหว่างการเยือนอินเดียว่า อิหร่านจะต้องยุติการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด ยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและเส้นทางเดินเรือจะต้องเปิดเสรีโดยไม่มีการจัดเก็บค่าผ่านทาง กราฟราคา Bitcoin รีบาวด์ทดสอบ EMA 50 วัน แต่ยังไม่หลุดเทรนด์ขาลง ปัจจัยบวกทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ตลาดคริปโตตอบสนองทันที ราคา Bitcoin (BTC) ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ที่ 74,250 ดอลลาร์ ขึ้นมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA) 50 วัน ที่ระดับ 77,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน กราฟ BTC ไทม์เฟรม Day ที่มา: TradingView อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะพลิกกราฟราคาให้กลับเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัว ภาพรวมทางเทคนิคยังคงบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาลงโดยมีแนวต้านสำคัญคอยกดดันอยู่ที่ 82,000 ดอลลาร์ และราคายังคงปรับตัวลดลงถึง 39% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มุมมองผู้เขียน: ตอนนี้ต้องยอมรับว่าตัวแปรที่กำลังชี้ชะตาทิศทางตลาดจริง ๆ ไม่ใช่อินดิเคเตอร์ แต่เป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเกมการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ การเกาะติดข่าวระดับมหภาคให้ไว เพราะในสภาวะตลาดที่มีสงคราม ข่าวด่วนเพียงพาดหัวเดียวก็มีน้ำหนักพอที่จะฉีกทุกหน้าเทรดและล้างทุกสัญญาณเทคนิคอลได้ในพริบตา ที่มา: binancesqaure

Read More →
ผู้เชี่ยวชาญเตือน AI กำลังเร่งภัยควอนตัม ให้เจาะรหัสคริปโตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
World
⭐ Featured

ผู้เชี่ยวชาญเตือน AI กำลังเร่งภัยควอนตัม ให้เจาะรหัสคริปโตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

จากเดิมที่คิดว่า “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” จะใช้เวลาอีกนานกว่าจะแฮก Bitcoin หรือ Ethereum ได้ แต่ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า AI กำลังเข้ามาเป็นตัวเร่งสปีดให้วิกฤตนี้มาถึงเร็วขึ้นกว่าเดิมมหาศาล เกิดโมเดลภัยคุกคามแฮกเกอร์สายตุนข้อมูลแบบ “เก็บเกี่ยวตอนนี้ ถอดรหัสทีหลัง” โดยกลุ่มทุนหนาและรัฐบาลบางแห่งเริ่มดักเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เข้ารหัสในปัจจุบัน เพื่อรอเอาควอนตัมมาถอดรหัสเคลมกระเป๋าเงินในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ทั้ง Ethereum, Solana และ NEAR ไม่อยู่เฉย เริ่มพัฒนาและรวมระบบเข้ารหัสยุคหลังควอนตัมหรือ “Post-quantum” เข้ามาในระบบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามไซเบอร์ยุคใหม่ แนวโน้มผลกระทบ: Bearish เหล่านักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยออกมาเตือนว่า AI เข้ากำลังเข้ามาติดสปีดให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นจนเสี่ยงแฮกบล็อกเชนได้เร็วกว่าที่คาดไว้ แฮกเกอร์หันมาเริ่มใช้แผนดักเก็บข้อมูลที่อยู่กระเป๋าหรือ Public Key วันนี้ เพื่อถอดรหัสหากุญแจ Private Key ในวันที่ควอนตัมพร้อมใช้งานจริง สถานการณ์นี้บีบให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Ethereum และ Solana ต้องเร่งรื้อโครงสร้างความปลอดภัย แม้จะต้องแลกมากับความท้าทายเรื่องขนาดไฟล์ที่ใหญ่ซึ่งทำให้ระบบบล็อกเชนทำงานช้าลงก็ตาม วงการคริปโตเถียงกันมาหลายปีว่า “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” จะแฮกบล็อกเชนอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ได้จริงไหม แต่ล่าสุดเหล่านักวิจัยและนักพัฒนาเริ่มได้ข้อสรุปที่น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันตรงกันว่า AI กำลังเป็นตัวเร่งชั้นยอดที่ทำให้ระบบควอนตัมพัฒนาแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้ไทม์ไลน์ที่ควอนตัมจะแฮกบล็อกเชนขยับมาเร็วมากขึ้นกว่าเดิม จนโลก Web3 ต้องรื้อระบบความปลอดภัยกันใหม่ทั้งหมด เก็บข้อมูลรอวันแฮก ภัยเงียบที่เริ่มขึ้นแล้ว Illia Polosukhin ผู้ร่วมก่อตั้ง NEAR Protocol และอดีตนักวิจัย AI ของ Google เผยว่า ภัยคุกคามนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นแค่ทฤษฎีอีกต่อไป เพราะตอนนี้รัฐบาลและแฮกเกอร์ระดับสูงกำลังใช้วิธีดักเก็บข้อมูลเข้ารหัสทุกอย่างในปัจจุบัน เพื่อรอเอาไปถอดรหัสในอนาคต Polosukhin กล่าวว่า “ถ้าผมรู้ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงจะมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งที่ผมจะทำตอนนี้คือ ดักจับและเซฟข้อมูลเข้ารหัสทุกอย่างบนอินเทอร์เน็ตตุนเอาไว้ก่อน และถ้าคุณเป็นบุคคลสำคัญหรือมีสินทรัพย์มูลค่าสูง สมมุติได้เลยว่าข้อมูลของคุณกำลังถูกดูดไปเก็บไว้ และมันจะถูกถอดรหัสในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเรื่องนี้มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน” สำหรับเหตุผลที่วงการคริปโตต้องเริ่มตื่นตัวให้เร็วที่สุดเป็นเพราะบล็อกเชนส่วนใหญ่พึ่งพาการเข้ารหัสแบบ Elliptic Curve Cryptography ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับอินเทอร์เน็ตยุคนี้ หากควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ฉลาดพอ มันจะสามารถคำนวณย้อนกลับจากกุญแจ Public Key หรือเลขกระเป๋าที่ทุกคนใช้โอนเงิน เพื่อหากุญแจ Private Key ของกระเป๋าเงินใครก็ได้ และทำให้แฮกเกอร์ขโมยสินทรัพย์ในกระเป๋าคริปโตไปได้ทั้งหมด Alex Pruden ซีอีโอของ Project Eleven อธิบายว่า สมรภูมิความปลอดภัยในอนาคตจะเป็นการแข่งกันระหว่างสองฝั่ง โดยเทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ ฝั่งโจมตี แฮกเกอร์จะใช้ AI สแกนหาช่องโหว่และช่วยแก้บั๊กในระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพื่อเร่งให้ตัวเครื่องพร้อมใช้งานจริงได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ส่วนฝั่งป้องกัน นักพัฒนาก็ใช้ AI มาช่วยตรวจโค้ดและพิสูจน์ความถูกต้องทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างกำแพงป้องกันบล็อกเชนให้แน่นหนากว่าเดิม ทำให้บล็อกเชนอย่าง Ethereum, Zcash, Solana, Ripple และ NEAR ต้องรีบย้ายระบบไปสู่ยุคหลังควอนตัม (Post-quantum) แม้ในความเป็นจริงจะทำได้ยาก เพราะรหัสป้องกันยุคใหม่มักมีขนาดไฟล์ใหญ่และทำให้ระบบช้าลงอย่างมากก็ตาม มุมมองผู้เขียน: วิกฤตควอนตัมประกอบกับ AI ครั้งนี้ อาจทำให้นักลงทุนคริปโตมีความกังวลมากขึ้นในด้านความปลอดภัย และสำหรับสายถือยาวอาจถึงเวลาต้องตามเช็กพื้นฐานทางเทคโนโลยีของเหรียญในพอร์ตให้ลึกขึ้นว่า ทีมพัฒนามีแผนอัปเกรดระบบเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะความตื่นตัวและการเตรียมพร้อมของแต่ละโปรเจกต์อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดความอยู่รอดของเครือข่ายในระยะยาว ที่มา: Fidelity

Read More →
ตายเหรียญไม่หาย : วิธีส่งต่อสินทรัพย์คริปโตให้กับครอบครัว ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที
World
⭐ Featured

ตายเหรียญไม่หาย : วิธีส่งต่อสินทรัพย์คริปโตให้กับครอบครัว ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที

สินทรัพย์ดิจิทัลและข้อมูลสำคัญ มีความเสี่ยงที่จะหายสาบสูญไปถาวรหากเจ้าของเสียชีวิตโดยไม่ได้วางแผนส่งต่อ การเตรียมตัวจัดการมรดกทางดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ล้วนแล้วแต่มีการคำนึงและรองรับเรื่องเหล่านี้แล้วแค่ผู้ใช้ไปตั้งค่าผู้ส่งต่อมรดกให้เสร็จสิ้นที่ละแพลตฟอร์มก็เพียงพอแล้ว คริปโตเคอร์เรนซีจะพิเศษกว่าหน่อยเพราะไม่สามารถจัดเก็บได้อย่างปลอดภัยในโลกออนไลน์ ทำให้วิธีเขียนลงกระดาษยังคงเป็นหนทางที่ดีกว่า แนวโน้มผลกระทบ: Neutral เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญและสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือรหัสผ่านต่างๆ สูญหายไปอย่างถาวรหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน มรดกทางดิจิทัลจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวทำเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยากแค่เสียเวลาสักนิดดีกว่าสร้างความยุ่งยากให้แก่คนข้างหลัง เว้นเสียแต่คริปโตที่อาจต้องใช้วิธีการดูแลที่พิเศษกว่าใครเพื่อน ทุกวันนี้อะไรในชีวิตเรากำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นดิจิทัลไปเกือบหมดแล้ว ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับเรา ทรัพย์สินพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นคริปโต รหัสผ่าน หรือบัญชีสำคัญ ก็มีสิทธิ์หายสาบสูญไปตลอดกาลได้ง่าย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินหรือข้อมูลของคุณต้องจมหายไปฟรี ๆ บทความนี้จะพามาดูวิธีเตรียมส่งต่อ “มรดกดิจิทัล” ให้คนข้างหลังแบบเข้าใจง่าย ซึ่งใช้เวลาตั้งค่าระบบทั้งหมดนี้ไม่ถึง 30 นาทีเท่านั้น 1 ข้อมูลบน iPhone ผู้ใช้งาน iPhone ให้เข้าไปที่ตั้งค่า > บัญชีของคุณ > การลงชื่อเข้าใช้และความปลอดภัย > ผู้ติดต่อรับมรดก จากนั้นให้เพิ่มรายชื่อของคนที่คุณไว้ใจที่สุดเข้าไป เมื่อเสร็จแล้วระบบจะมอบกุญแจเข้าถึงข้อมูลของคุณให้กับผู้ใช้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ,ไฟล์,อีเมล หรือทั้งหมดบน iCloud ซึ่งจะสามารถเปิดใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการยืนยันควบคู่กับใบมรณบัตร ซึ่งถ้าหากไม่เตรียมตัวก่อนอาจต้องเสียเวลาทะเลาะกับพนักงาน Apple โดยใช่เหตุและอาจไม่การันตีได้ว่าจะได้รับข้อมูลสำคัญไป 2 บัญชี Google ให้เข้าไปที่ myaccount.google.com/inactive จากนั้นตั้งเวลาไว้ว่าจะให้เริ่มดำเนินการเมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไร โดยที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะมอบข้อมูลส่วนไหนให้กับใครเป็นพิเศษ ทำให้ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งหมด หากผู้ใช้ไม่ยินยอมตั้งแต่ต้น เหมาะสมสำหรับการแชร์ข้อมูลความลับที่ไม่อยากคนรู้เยอะ 3 พาสเวิร์ด เปิดใช้งานเครื่องมือจำพวก Password manager เช่น Bitwarden, LastPass, หรือ Dashlane แล้วกรอกรหัสจากแพลตฟอร์มต่างๆที่ใช้ จากนั้นก็ให้เข้าไปตั้งค่าเลือกผู้ที่จะรับมรดกรหัสผ่านต่อ พอถึงเวลาพวกเขาก็จะได้ข้อมูลชุดนี้ออกไป 4 คริปโต แม้จะเป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดในบรรดามรดกทางดิจิทัล แต่วิธีการเตรียมตัวเพื่อส่งมอบนั้นกลับมีความ “โลว-เทค” มากที่สุด เพราะคุณไม่สามารถไว้ใจโลกออนไลน์ได้เลยแม้แต่น้อยในการรักษาความลับของกระเป๋าเงิน วิธีการที่ดีที่สุดจึงตกไปอยู่ที่การเขียนด้วยมือ 100% จากนั้นก็นำไปเก็บในที่ปลอดภัย และทำโน้ตทิ้งไว้ให้คนที่ไว้ใจได้ไปหาต่อเอาเองในภายหลัง 5 บัญชีโซเชียล ในส่วนของบัญชีโซเชียล ผู้ใช้จะมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะส่งมอบบัญชีให้คนอื่นดูแลต่อ หรือตั้งเวลาไว้ให้ลบบัญชีโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกรณีของ Facebook สามารถทำได้ด้วยการไปที่ Settings > Accounts Center > Personal Details > Account Ownership and Control > Memorialization Settings โดย คนที่ได้รับแต่งตั้งจะจัดการโปรไฟล์สาธารณะได้ แต่เข้า DM หรือแอบอ้างไม่ได้ 6 PIN มือถือ หลายคนมักจะลืมว่า รหัสยืนยันตัวตน 2FA ส่วนใหญ่มักจะส่งมาที่โทรศัพท์ ถ้าเปิดเครื่องไม่ได้ ครอบครัวก็จะเข้าไม่ได้ทุกอย่าง ดังนั้น คุณควรจะบอกรหัสปลดล็อกให้กับคนที่ไว้ใจล่วงหน้า หรือไม่ก็จดลงโน้ตในหน้าเดียว 7 เอกสารหน้าเดียว จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น เอกสาร/โน้ต หน้าเดียวถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการส่งต่อมรดกดิจิทัล เพราะคุณมีหน้าที่ที่จะต้องจดบันทึกทุกอย่างที่นึกออกลงในกระดาษแผ่นเดียวให้ครบถ้วนตั้งแต่ รหัสเข้ามือถือไปจนถึง seed phrase crypto การสำรองข้อมูลทั้งหมดไว้ในที่แห่งเดียวแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างแต่มันก็จะช่วยให้คนในครอบครัวสามารถเข้าถึงมรดกของคุณได้อย่างสะดวกขึ้นและไม่ขาดตกบกพร่องไป แต่ตัวผู้ใช้เองก็ควรจะหมั่นอัปเดตข้อมูลในเอกสารนี้ทุกปีเผื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะได้แก้ไขได้ทัน ข้อควรระวัง สำหรับผู้ที่จะเตรียมตัวส่งมอบมรดกดิจิทัลควรพึงระลึกไว้เสมอว่า อย่าฝากข้อมูลไว้บนระบบออนไลน์ เช่น Google Docs เพราะนอกจากข้อมูลจะถูกปิดกั้นแล้วยังมีสิทธิ์ที่จะถูกเจาะได้ด้วย แล้วก็ต้องอย่าลืมด้วยว่าคนที่คุณคิดว่ารู้ข้อมูลแล้วบางทีพวกเขาก็อาจยังไม่รู้จึง ดังนั้นจึงควรต้องกำชับอยู่เสมอ และสุดท้ายคืออย่าพึ่งพาธนาคารเพียงอย่างเดียว เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องเสียเวลาเป็นปีๆ แทนที่จะได้รีบย้ายมรดกให้เสร็จ สร้างภาระให้กับคนข้างหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ

Read More →
รัฐมินนิโซตา ไฟเขียวให้ธนาคารและสหกรณ์เครดิตยูเนียน รับบริการฝากคริปโตได้
World
⭐ Featured

รัฐมินนิโซตา ไฟเขียวให้ธนาคารและสหกรณ์เครดิตยูเนียน รับบริการฝากคริปโตได้

ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาลงนามในร่างกฎหมายไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนทั่วทั้งรัฐ สามารถเปิดบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคมนี้ กฎหมายกำหนดให้แยกสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ออกจากทรัพย์สินของธนาคารอย่างเด็ดขาด ทั้งในทางกฎหมายและการดำเนินงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภคท้องถิ่น เดินหน้ามาตรการสองด้านควบคู่กัน โดยก่อนหน้านี้มีการสั่งแบนตู้คริปโตเอทีเอ็มทุกประเภททั่วรัฐ เพื่อสกัดกั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลุยดันประชาชนให้ใช้บริการผ่านสถาบันการเงินที่ปลอดภัยแทน แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish การอนุญาตให้ธนาคารดั้งเดิม รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง U.S. Bancorp สามารถรับฝากคริปโตได้ คือการเปิดประตูบานใหญ่ให้เม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันและกลุ่มผู้มั่งคั่งดั้งเดิมไหลเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเก็บรักษาเหรียญจะหมดไปเมื่อระบบถูกดูแลโดยธนาคารที่มีกฎหมายรองรับ สถาบันการเงินและสหกรณ์เครดิตยูเนียนที่มีฐานการดำเนินงานในรัฐมินนิโซตา ได้รับการอนุมัติให้สามารถบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะผู้รับฝากที่ไม่ใช่ทรัสตีได้อย่างเป็นทางการ กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป หลังจากที่ผู้ว่าการรัฐ Tim Walz ลงนามในร่างกฎหมาย House File (HF) 3709 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินท้องถิ่นพัฒนาบริการให้ก้าวทันความต้องการของลูกค้า แทนที่จะปล่อยให้ชาวเมืองมินนิโซตา ต้องไปพึ่งพาผู้ให้บริการนอกรัฐ หรือบริษัทต่างแดนที่ไม่มีการกำกับดูแล หลักเกณฑ์การกำกับดูแล และขอบเขตสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบ กฎหมายฉบับใหม่เปิดทางให้ธนาคารและสหกรณ์เครดิตยูเนียนสามารถว่าจ้างผู้ให้บริการภายนอก หรือผู้รับฝากช่วง เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในบริการรับฝากสินทรัพย์คริปโตได้ เงื่อนไขสำคัญคือ สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจะต้องถูกแยกออกจากสินทรัพย์ของธนาคารอย่างเด็ดขาดทั้งในทางกฎหมายและการดำเนินงาน ห้ามนำมานับเป็นทรัพย์สินของสถาบันการเงินเด็ดขาด มาตรการนี้ส่งผลต่อโครงสร้างสถาบันการเงินทั่วทั้งรัฐ ที่มีธนาคารพาณิชย์ราว 240 แห่ง ซึ่งรวมถึง U.S. Bancorp ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ของสหรัฐอเมริกาที่มีสำนักงานใหญ่ในมินนิแอโพลิส และสหกรณ์เครดิตยูเนียนอีกกว่า 82 แห่ง สั่งแบนตู้คริปโตเอทีเอ็ม เพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แม้ว่ารัฐมินนิโซตาจะเปิดรับบริการฝากสินทรัพย์ คริปโต ผ่านสถาบันการเงินที่มั่นคง แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ผู้ว่าการรัฐ Tim Walz เพิ่งลงนามในกฎหมายสั่งแบนตู้ตู้จำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัล และตู้เอทีเอ็มคริปโตเคอร์เรนซีทุกประเภททั่วทั้งรัฐ มาตรการขั้นเด็ดขาดนี้ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อรายงานเหตุการณ์ฉ้อโกงจำนวนมากที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อและถูกล่อลวงให้โอนเงินผ่านตู้คริปโตเหล่านี้ รัฐมินนิโซตาจึงเลือกที่จะสนับสนุนการเข้าถึงคริปโตผ่านช่องทางสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบอย่างถูกต้องมากกว่าช่องทางสาธารณะที่มีความเสี่ยงสูง บริษัทคริปโตแห่ขอใบอนุญาตระดับประเทศ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ การขยับตัวในระดับรัฐสอดคล้องกับภาพรวมระดับประเทศที่บริษัทคริปโตรายใหญ่พยายามยื่นขอการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ล่าสุด Payward บริษัทแม่ของกระดานเทรด Kraken ยื่นขอจัดตั้งบริษัททรัสต์แห่งชาติเพื่อให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะทรัสตีอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่เร่งขออนุมัติ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติใบอนุญาตในลักษณะเดียวกันให้กับบริษัทแถวหน้าอย่าง Ripple Labs, BitGo, Circle, Fidelity Digital Assets และ Paxos ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาใบอนุญาตให้กับ World Liberty Financial บริษัทคริปโตที่ร่วมก่อตั้งโดยตัวประธานาธิบดีทรัมป์ และบุตรชายของเขาเองด้วยเช่นกัน ที่มา : cointelegraph มุมมองผู้เขียน : รัฐมินนิโซตากำลังเป็นต้นแบบของการจัดระเบียบโลกการเงินยุคใหม่ ซึ่งการสั่งแบนตู้เอทีเอ็มคริปโต ควบคู่ไปกับการเปิดให้ธนาคารรับบริการฝากเหรียญแทน เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการล้างภาพลักษณ์คริปโตที่เชื่อมโยงกับมิจฉาชีพ แล้วดึงมันเข้ามาอยู่ในระบบธนาคารที่โปร่งใสและปลอดภัย

Read More →
Ethereum Foundation ระส่ำ บุคลากรระดับสูงลาออกต่อเนื่องสังเวยศึกภายใน
World
⭐ Featured

Ethereum Foundation ระส่ำ บุคลากรระดับสูงลาออกต่อเนื่องสังเวยศึกภายใน

Ethereum Foundation ต้องเผชิญหน้ากับการลาออกของบุคคลระดับสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเชื่อมโยงกับทิศทางใหม่ที่ต้องการลดบทบาทความเป็นศูนย์กลางของมูลนิธิภายในระบบนิเวศ Ethereum ชุมชนคริปโตเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทาง การกำกับดูแล และเสถียรภาพระยะยาวขององค์กรที่อยู่เบื้องหลังบล็อกเชนใหญ่อันดับ 2 ของโลก แนวโน้มผลกระทบ: Bearish บุคคลระดับสูงของ Ethereum Foundation หลายคนต่างทยอยลาออก ทั้ง Carl Beek, Julian Ma รวมถึงแกนหลักของ Ethereum อย่าง Tim Beiko และ Barnabé Monnot ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ขององค์กรที่พยายามลดบทบาทความเป็น “ศูนย์กลาง” ลง และผลักดัน Ethereum ให้กระจายศูนย์มากขึ้น แม้มูลนิธิจะยืนยันจุดยืนเรื่องโอเพ่นซอร์ส ความเป็นส่วนตัว และการสนับสนุนเครือข่ายระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ก็เริ่มทำให้vบางส่วนเริ่มเป็นกังวล มูลนิธิ Ethereum หรือ “Ethereum Foundation” กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ หลังบุคลากรระดับสูงทยอยลาออกจากองค์กรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านภายในที่มีเป้าหมายปรับบทบาทของมูลนิธิใหม่ในระบบนิเวศ Ethereum การลาออกครั้งล่าสุดของ Carl Beek และ Julian Ma ได้จุดกระแสถกเถียงในชุมชนอีกครั้งถึงทิศทางการกำกับดูแลและอนาคตขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบล็อกเชน Ethereum มาโดยตลอด รายชื่อบุคคลสำคัญที่ทยอยลาออก ก่อนหน้านี้ บุคลากรระดับแกนหลักหลายคนก็ได้ก้าวลงจากตำแหน่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Barnabé Monnot และ Tim Beiko ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญด้านการประสานงานโปรโตคอลหลักของ Ethereum ขณะที่ Trent Van Epps ผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง Protocol Guild ก็ลาออกไปตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่วน Alex Stokes อดีตหัวหน้าของโครงการ Protocol ได้ประกาศพักงานชั่วคราวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กระแสจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้เกิดชุมชน Ethereum ตั้งคำถามว่า ทำไมบุคลากรระดับสำคัญจำนวนมากจึงทยอยออกจากองค์กรในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ชุมชนจับตาทิศทางใหม่ของมูลนิธิ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ แนวทางใหม่ของมูลนิธิ Ethereum ที่ประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ระบุว่า มูลนิธิไม่ได้ต้องการทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางอำนาจ” หรือ “เจ้าของ Ethereum” แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนงานวิจัย การพัฒนา และเสถียรภาพระยะยาวของเครือข่ายแทน แนวทางใหม่นี้ยังสะท้อนความพยายามในการผลักดัน Ethereum ไปสู่ระบบที่กระจายศูนย์มากขึ้น พร้อมยืนยันจุดยืนด้าน Open-source, Privacy, Security และการต่อต้านการเซ็นเซอร์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวกลับทำให้ผู้คนบางส่วนในชุมชนกังวลว่า Ethereum Foundation อาจกำลังลดบทบาทของตัวเองอย่างรวดเร็วเกินไป ในช่วงเวลาที่ Ecosystem หรือระบบนิเวศน์ยังต้องพึ่งพาการประสานงานจากทีมหลักอยู่ มุมมองผู้เขียน: สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า Ethereum Foundation กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ทั้งในแง่โครงสร้างองค์กร บทบาทภายในระบบนิเวศน์ และแนวทางการกำกับดูแลระยะยาว ที่มาข่าว: coindesk

Read More →
Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat