News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

ปากีสถานยกเลิกแบนคริปโต 8 ปี เปิดทางแบงก์รับผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาต
World
⭐ Featured

ปากีสถานยกเลิกแบนคริปโต 8 ปี เปิดทางแบงก์รับผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาต

การที่ปากีสถานเปิดช่องทางธนาคารอย่างเป็นทางการให้แก่ผู้ให้บริการคริปโตที่ได้รับใบอนุญาต ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับตลาดโดยรวม เพราะแสดงให้เห็นว่าประเทศขนาดใหญ่อีกแห่งหันมากอดรับการกำกับดูแลคริปโตแทนการห้ามเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเพิ่มฐานผู้ใช้งานที่มีศักยภาพ เนื่องจากปากีสถานมีประชากรกว่า 258 ล้านคนและมีผู้ใช้คริปโตอยู่แล้วราว 27 ล้านคน เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ธนาคารกลางปากีสถาน (State Bank of Pakistan หรือ SBP) ออกประกาศ BPRD Circular Letter No. 10 of 2026 ยกเลิกข้อห้ามที่ห้ามธนาคารให้บริการแก่ผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล (Virtual Asset Service Providers หรือ VASPs) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2561 รวมระยะเวลาเกือบ 8 ปีเต็ม ตามรายงานจาก Ash Crypto ซึ่งเผยแพร่ข่าวนี้ผ่าน X ในช่วงต้นคืนวันที่ 15 เม.ย. ตามเวลาไทย ภายใต้กฎใหม่นี้ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรายย่อย และผู้ให้บริการระบบชำระเงินสามารถเปิดบัญชีให้แก่ VASPs ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากสำนักงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลปากีสถาน (Pakistan Virtual Asset Regulatory Authority หรือ PVARA) ได้แล้ว กฎใหม่คุมอะไร และธนาคารทำอะไรได้บ้าง แม้จะเปิดทางให้ธนาคารรับ VASPs เป็นลูกค้าได้ แต่ SBP ก็กำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจน ธนาคารยังคงถูกห้ามนำเงินฝากของลูกค้าไปลงทุนในคริปโต หรือถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในงบดุลของตัวเอง บทบาทของธนาคารถูกจำกัดไว้เพียงการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแก่ VASPs ที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ภายใต้กฎใหม่ VASPs ที่ได้รับใบอนุญาตต้องเปิดบัญชีแยกสำหรับเงินของลูกค้า (Client Money Accounts) โดยนับมูลค่าเป็นสกุลเงินรูปีปากีสถาน บัญชีเหล่านี้จะไม่มีดอกเบี้ย และห้ามฝากหรือถอนเป็นเงินสด นอกจากนี้ SBP ยังกำหนดให้ธนาคารต้องปฏิบัติตามกฎป้องกันการฟอกเงิน (AML) ป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย (CFT) และป้องกันการเงินเพื่อการแพร่ขยายอาวุธ (CPF) อย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องตรวจสอบลูกค้าอย่างละเอียดและรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย เส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ ปากีสถานปรับมาตลอด 8 ปี ข้อห้ามเดิมเริ่มต้นในเดือนเมษายน 2561 เมื่อ SBP ออกประกาศห้ามธนาคารประมวลผล ใช้งาน เทรด ถือครอง หรือโอนสกุลเงินดิจิทัลทุกชนิด อย่างไรก็ตาม ประเทศก็ค่อยๆ เปลี่ยนท่าทีมาโดยตลอด ในปี 2564 คณะกรรมการศึกษาของรัฐบาลแนะนำให้ใช้กรอบการกำกับดูแลแทนการห้ามอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 2568 กระทรวงการคลังประกาศยุทธศาสตร์ครอบคลุมสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล และจัดตั้ง PVARA ขึ้นเพื่อกำกับดูแลโดยเฉพาะ จุดสำคัญคือในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2569 ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรของปากีสถานต่างผ่าน Virtual Assets Act 2026 ซึ่งให้อำนาจทางกฎหมายแก่ PVARA อย่างเต็มรูปแบบ และกำหนดให้ผู้ให้บริการคริปโตทุกรายต้องขอรับใบอนุญาต รวมทั้งเก็บภาษีกำไรจากการแปลงคริปโตเป็นเงินสด 5% ประกาศของ SBP เมื่อวันที่ 15 เม.ย. จึงเป็นก้าวสุดท้ายในการเปิดใช้งานกฎหมายดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ธนาคารกลางปากีสถานยกเลิกคำสั่งห้ามคริปโตปี 2018 เปิดทางแบงก์รับ VASPs แล้ว ตลาดคริปโตปากีสถานใหญ่แค่ไหน แม้จะเคยมีข้อห้ามด้านธนาคาร แต่ตลาดคริปโตในปากีสถานก็เติบโตอย่างไม่เป็นทางการมาอย่างต่อเนื่อง รายงานชี้ว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ปากีสถานมีผู้ใช้คริปโตอยู่แล้วราว 27 ล้านคน และมีผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 40 ล้านคน รวมมูลค่าประมาณ 18,000-20,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการมีอยู่จริงในระดับมวลชน แม้ยังไม่มีช่องทางธนาคารรองรับอย่างเป็นทางการก็ตาม สำหรับจำนวนประชากร ปากีสถานมีประชากรประมาณ 258-259 ล้านคน ณ ปี 2569 ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจมาก เพราะปากีสถานไม่ใช่ประเทศเล็กๆ การที่รัฐบาลกลับลำจากท่าทีห้ามเด็ดขาดมาสู่การกำกับดูแลแบบมีกรอบถือเป็นพัฒนาการที่ใหญ่โต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือกระบวนการออกใบอนุญาตให้ VASPs จะรวดเร็วและโปร่งใสแค่ไหน เพราะถ้ากระบวนการนั้นช้าหรือมีเงื่อนไขยุ่งยาก ผู้เล่นรายใหม่ก็อาจเข้าสู่ตลาดได้ยาก นอกจากนี้การบังคับใช้กฎ AML/CFT อย่างเคร่งครัดก็อาจเป็นทั้งจุดแข็งที่สร้างความน่าเชื่อถือ และอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ใช้รายย่อยที่ยังไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่ซับซ้อน สรุปคือทิศทางดีแน่ แต่ต้องรอดูผลลัพธ์จริงในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า

Read More →
BNB Chain เผาเหรียญครั้งที่ 35 ทำลาย 1.57 ล้าน BNB มูลค่ากว่า $1 พันล้าน
World
⭐ Featured

BNB Chain เผาเหรียญครั้งที่ 35 ทำลาย 1.57 ล้าน BNB มูลค่ากว่า $1 พันล้าน

BNB Foundation ได้ดำเนินการเผาเหรียญ BNB รายไตรมาสครั้งที่ 35 เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph โดยครั้งนี้มีการทำลาย BNB ออกจากระบบถาวรจำนวน 1,569,307.34 BNB คิดเป็นมูลค่าประมาณ $1.02 พันล้าน ส่งผลให้อุปทานรวมของ BNB ลดลงเหลือ 134,786,916.53 เหรียญ ราคา BNB ณ ขณะนี้อยู่ที่ $622.11 บวกขึ้น 0.75% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา กลไก Auto-Burn ทำงานอย่างไร BNB ใช้ระบบที่เรียกว่า Auto-Burn ซึ่งคำนวณจำนวนเหรียญที่จะเผาโดยอิงจากราคา BNB ในตลาดและจำนวนบล็อกที่ถูกสร้างบน BNB Smart Chain (BSC) ในแต่ละไตรมาส กลไกนี้ทำงานบนบล็อกเชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และแยกออกจากการดำเนินงานของกระดานเทรด Binance อย่างสมบูรณ์ นอกจาก Auto-Burn รายไตรมาสแล้ว BNB ยังมีกลไกเผาแบบเรียลไทม์จากค่าธรรมเนียม Gas บน BNB Chain ที่เริ่มใช้งานตั้งแต่ BEP-95 ในเดือน พ.ย. 2564 อีกด้วย เปรียบเทียบกับครั้งก่อน การเผาครั้งที่ 34 เมื่อ ม.ค. 2569 ทำลายไป 1,371,703 BNB มูลค่า $1.277 พันล้าน ซึ่งปริมาณที่เผาในครั้งที่ 35 สูงกว่าในแง่จำนวนเหรียญ แต่มูลค่าต่ำกว่าเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของสูตรคำนวณที่ปรับตัวตามสภาวะตลาด เส้นทางสู่เป้าหมาย 100 ล้านดอลลาร์ BNB เริ่มต้นด้วยอุปทานทั้งหมด 200 ล้านดอลลาร์ในช่วงเปิดตัว ICO เมื่อ ก.ค. 2560 และตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะเผาทิ้งจนเหลือเพียง 100 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันหลังการเผาครั้งที่ 35 เหลืออุปทานในระบบ 134.79 ล้านดอลลาร์ หมายความว่ายังต้องเผาอีกราว 34.79 ล้านดอลลาร์เพื่อบรรลุเป้าหมาย โดย BNB Foundation ยังมีโครงการ Pioneer Burn Program ที่ช่วยผู้ใช้ที่สูญเสีย BNB จากความผิดพลาดโดยสุจริตใจ ผ่านการนำเหรียญดังกล่าวมาเผาในแต่ละไตรมาสด้วย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับการเผาเหรียญครั้งที่ 33 ไว้ใน Binance ลุยเผาต่อเนื่อง! มูลค่า $1.66 พันล้าน BNB ถูกทำลายในไตรมาส 33 ซึ่งเน้นย้ำโมเดลการลดอุปทานอย่างต่อเนื่องของ BNB เพื่อสนับสนุนราคาในระยะยาว ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการเผาเหรียญรายไตรมาสของ BNB เป็นกิจกรรมที่ตลาดรับรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยสร้างแรงกระเพื่อมราคาในระยะสั้นมากนัก แต่ในระยะยาวกลไกนี้ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยรองรับราคาผ่านการลดอุปทานอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่น่าจับตาในรอบหน้าคือจำนวนเหรียญที่จะถูกเผา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับราคา BNB และปริมาณการใช้งานบน BNB Chain ในไตรมาส 2/2569 นี้ ที่มา: @Cointelegraph

Read More →
Barron Trump ฟันกำไรคริปโตและ Bitcoin ทะลุ 80 ล้านดอลลาร์
World
⭐ Featured

Barron Trump ฟันกำไรคริปโตและ Bitcoin ทะลุ 80 ล้านดอลลาร์

Barron Trump: จากลูกชายประธานาธิบดี สู่ “นักลงทุนคริปโตพันล้าน” Forbes รายงานว่า Barron Trump บุตรชายคนเล็กของประธานาธิบดี Donald Trump ทำกำไรจากคริปโตและ Bitcoin ไปแล้วกว่า 80 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าความมั่งคั่งรวมของเขาอยู่ที่ราว 150 ล้านดอลลาร์ ทำให้ความมั่งคั่งสุทธิของเขาแซงหน้า Melania Trump มารดาของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อยทั้งหมดนี้ในเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มในวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น World Liberty Financial: โปรเจกต์ที่ Barron “ปั้น” จากศูนย์ หลายรายงานระบุตรงกันว่า Barron Trump เป็นคนแรกในครอบครัวที่มองเห็นศักยภาพของตลาดคริปโต และเป็นคนที่โน้มน้าวให้ครอบครัวเดินหน้าเปิดตัว WLFI ในช่วงปลายปี 2024 โดยระหว่างช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เขายังใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางพบปะพาร์ทเนอร์, พัฒนาโปรเจกต์เทคโนโลยี และปิดดีลเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบัน WLFI มีการถือหุ้น 49% โดยราชวงศ์ UAE ผ่านการทำดีลก่อนที่ Trump จะเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 และครอบครัว Trump ได้รับส่วนแบ่ง 75% ของรายได้การขาย Token ทั้งหมด ขณะที่ Eric Trump และ Donald Trump Jr. เป็นผู้ดูแลการดำเนินงานหลักของโปรเจกต์ WLFI ปัจจุบัน: สัญญาณเตือนที่ต้องจับตา แม้ตัวเลขของ Barron จะดูน่าประทับใจ แต่สถานการณ์ปัจจุบันของ WLFI ไม่ได้สวยงามนัก Token WLFI ร่วงลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2025 หลัง WLFI ออกมายืนยันว่าได้นำ Token ของตัวเองไปวางเป็นหลักประกันบนแพลตฟอร์ม DeFi ชื่อ Dolomite เพื่อกู้ยืม Stablecoin มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเนื่องจาก Dolomite มีที่ปรึกษาที่มีความเชื่อมโยงกับ WLFI เองด้วย นับตั้งแต่จุดสูงสุดช่วงเปิดตัวในเดือนกันยายน 2025 ราคา WLFI ร่วงลงมาแล้วกว่า 75% โดยไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน นอกจากนี้ WLFI ยังถูกตั้งคำถามถึงกระบวนการ “Due Diligence” หลังพบว่าไปร่วมมือกับโปรเจกต์ที่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรโดยทางการสหรัฐฯ และอังกฤษ แม้ WLFI จะปฏิเสธว่าไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับกลุ่มบุคคลดังกล่าว ตัวเลข 80 ล้านดอลลาร์ของ Barron Trump ในวัย 20 ปี คือเรื่องที่ยากจะมองข้าม และสะท้อนพลังของคริปโตในการสร้างความมั่งคั่งในยุคนี้ได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในมุมผู้เขียน ต้องยอมรับว่าตัวเลขเหล่านี้ยังผูกพันกับ Token ที่ยังไม่ได้ขายออกมาจริง และเป็นโปรเจกต์ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา, ความโปร่งใสและข้อสงสัยเชิงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หาก WLFI ไม่สามารถพิสูจน์คุณค่าเชิงพื้นฐานได้ในระยะยาว ตัวเลขความมั่งคั่งเหล่านี้อาจหดหายได้เร็วพอ ๆ กับที่มันเพิ่มขึ้นและนั่นคือบทเรียนที่คริปโตสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มา : X , Fortune

Read More →
CZ แฉในอัตชีวประวัติ กระดานเทรดสหรัฐฯ ทุ่มล็อบบี้สกัดการอภัยโทษ กลัว Binance กลับมา
Business
⭐ Featured

CZ แฉในอัตชีวประวัติ กระดานเทรดสหรัฐฯ ทุ่มล็อบบี้สกัดการอภัยโทษ กลัว Binance กลับมา

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของ Binance ได้ออกอัตชีวประวัติชื่อ “Freedom of Money: A Memoir of Protecting Users, Resilience, and the Founding of Binance” ซึ่งมีเนื้อหาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการคริปโตอย่างมาก ตามรายงานจาก Coin Bureau CZ ระบุไว้ในหนังสือว่ากระดานเทรดคริปโตในสหรัฐฯ ได้ทุ่มเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อล็อบบี้ขัดขวางการอภัยโทษของเขา รวมถึงสนับสนุนการเผยแพร่ “บทความโจมตี” ในสื่อชั้นนำอย่าง The Wall Street Journal และ Bloomberg แรงจูงใจที่ CZ ชี้ให้เห็นคือความกังวลว่า Binance จะได้รับอภัยโทษแล้วกลับเข้ามาแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ CZ ยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากที่ “เพื่อนสนิทหลายคน” บอกเล่า ไม่ใช่หลักฐานเอกสารโดยตรง และไม่มีการระบุชื่อบริษัทใดโดยเฉพาะ บทหลังจากคุก สู่การอภัยโทษจากทรัมป์ เพื่อให้เข้าใจบริบทของเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ต้องย้อนกลับไปในเดือน พ.ย. 2566 เมื่อ CZ ยอมรับสารภาพว่า Binance บกพร่องในการควบคุมการป้องกันการฟอกเงิน และลาออกจากตำแหน่ง CEO ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พร้อมกับที่ Binance ยอมรับสารภาพและจ่ายค่าปรับ 4.3 พันล้านดอลลาร์ ต่อมาในเดือน เม.ย. 2567 เขาถูกตัดสินจำคุก 4 เดือน และพ้นโทษในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน จากนั้นในวันที่ 23 ต.ค. 2568 ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกหนังสืออภัยโทษให้กับ CZ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองหลายคน รวมถึง Maxine Waters และ Elizabeth Warren ที่ตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับ Binance ก่อนการอภัยโทษจะเกิดขึ้น Binance และทีมกฎหมายได้ดำเนินการล็อบบี้อย่างแข็งขัน โดยจ่ายเงิน 450,000 ดอลลาร์ให้กับกลุ่มล็อบบี้ Checkmate Government Relations ในเดือน ก.ย. 2568 และอีก 290,000 ดอลลาร์ให้กับสำนักงานของ Teresa Goody Guillén ทนายความด้านคริปโต รวมแล้ว Binance ใช้งบล็อบบี้ราว 860,000 ดอลลาร์ในปี 2568 ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ Binance จะกลับสหรัฐฯ ได้จริงหรือ แม้ CZ จะกล่าวถึงความพยายามของกระดานเทรดสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการอภัยโทษของเขา แต่ในความเป็นจริงเส้นทางของ Binance ในการกลับสู่ตลาดสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน Richard Teng Co-CEO ของ Binance ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน มี.ค. 2569 ว่าสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดที่สำคัญมาก แต่ยังต้องรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบก่อน ส่วน Binance.US ซึ่งเป็นบริษัทแยกที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ กำลังสำรวจแนวทางการกลับมาเปิดตัวใหม่ รวมถึงการระดมทุน แต่ยังไม่มีการประกาศแผนงานอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Binance.US แต่งตั้ง CEO คนใหม่เตรียมรุกตลาดสหรัฐฯ เต็มสูบ ท้าชนเจ้าถิ่น Coinbase และ CZ เปิดตัวหนังสือเขียนจากคุก พร้อมเผยปมสูญ 100 BTC ตอน Mt Gox ล่ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารต่อสาธารณะที่ CZ ทำมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่พ้นโทษ

Read More →
CZ เมิน NFT แต่เลือกวางขายหนังสือชีวประวัติบน Amazon
Business
⭐ Featured

CZ เมิน NFT แต่เลือกวางขายหนังสือชีวประวัติบน Amazon

Changpeng Zhao หรือ CZ ได้เปิดตัวหนังสืออัตชีวประวัติของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคนในชุมชน Crypto เป็นอย่างมากนั่นก็คือวิธีการเปิดตัวที่ดูไม่ค่อยมีความเป็น Crypto เอาเสียเลย เพราะมันไม่มีทั้งการเชื่อมโยงกับ NFT ไม่มีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงด้วย Token หรือการทดลองใช้งานบน On-chain ใดๆ แต่กลับเลือกวางขายบน Amazon แบบธรรมดา การตัดสินใจครั้งนี้ดึงดูดความสนใจของ Colin Wu นักข่าวสาย Crypto ชื่อดังจนเขาต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการถึงเลือกใช้เส้นทางแบบดั้งเดิมเช่นนี้ เขาโต้แย้งว่าอย่างน้อยหนังสือเล่มนี้ก็น่าจะรองรับการชำระเงินด้วย Crypto หรือแถม Soulbound NFT ให้กับผู้ซื้อ ซึ่ง Wu รู้สึกว่ามันน่าจะมีวิธีการที่สอดคล้องกับหลักการของ Web3 ได้มากกว่านี้ Wu ได้โพสต์ข้อความบน Platform X โดยยกตัวอย่างหนังสือ Proof of Stake ของ Vitalik Buterin ที่เปิดตัวในปี 2022 ซึ่งมีเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การเปิดตัวในครั้งนั้นเปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถบริจาคเหรียญ ETH เพื่อรับหนังสือในรูปแบบดิจิทัลพร้อมกับ NFT โดยรายได้ทั้งหมดรวมถึงค่าลิขสิทธิ์จากการขายได้ถูกนำไปสมทบทุนให้กับ Gitcoin Grants ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างยุคแรกๆ ของการนำสิ่งพิมพ์มาผสมผสานกับระบบกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงกับ Crypto เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว แนวทางของ CZ จึงดูเป็นแบบอนุรักษ์นิยมอย่างผิดหูผิดตา ในขณะเดียวกัน CZ ก็ได้ออกมาปฏิเสธแนวคิดที่ว่ามีเหตุผลลึกซึ้งเบื้องหลังการเลือกช่องทางนี้ CZ อธิบายว่าเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เราไม่จำเป็นต้องเลี้ยงวัวทั้งตัวเพียงเพื่อจะได้ดื่มนม เขาเสริมว่าตัวเขาเองก็ซื้อหนังสือบน Amazon มาโดยตลอด และการต้องมานั่งสร้างระบบจัดจำหน่ายที่ใช้ Crypto โดยเฉพาะเพื่อการเปิดตัวหนังสือเพียงเล่มเดียวนั้นดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก CZ ย้ำว่าเขาหวังให้ผู้คนนอกอุตสาหกรรม Crypto สามารถหาซื้อและอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป้าหมายหลักก็คือความสามารถในการเข้าถึงนั่นเอง ในอีกโพสต์หนึ่ง Wu มองว่าการใช้ช่องทางแบบดั้งเดิมอาจเป็นเพราะหากเลือกใช้ระบบ Crypto อาจจะนำมาซึ่งความยุ่งยากมากมาย เขาประเมินว่า CZ น่าจะต้องการใช้วิธีการจัดจำหน่ายที่รอบคอบและปลอดภัยกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านภาษีสารพัดรูปแบบ ตามที่ Wu เล่า หนังสือของ CZ นำเสนอมุมมองที่ตรงไปตรงมาและมีความเป็นส่วนตัวสูงเกี่ยวกับเส้นทางชีวิตของเขา โดยเต็มไปด้วยความคิดเห็นที่รุนแรง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนว่าผู้ก่อตั้ง Binance รายนี้มีความเกลียดชังต่อ Zhou Wei อดีต CFO รวมถึง Lao Xu, Sam Bankman-Fried สื่อมวลชน และกลุ่มทนายความ อย่างไรก็ตามเขากล่าวชื่นชม He Yi และ Heina ในขณะที่แทบจะไม่ได้พูดถึง Sun Ge เลย บทที่พูดถึงประเด็นทางกฎหมายถือเป็นจุดสำคัญของหนังสือเล่มนี้ CZ เล่าว่าในช่วงที่เขาถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาสอบสวน เขาได้จ้างทนายความจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งต้องสูญเสียเงินไปมหาศาล และทนายความเหล่านั้นก็เริ่มทะเลาะกันเอง เขาเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทนายความคนหนึ่งบอกเขาว่ายิ่งจ่ายค่าปรับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น ซึ่งนี่คือจุดจบที่ทำให้พวกเขาต้องจ่ายค่าปรับสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ แต่ในท้ายที่สุด ผู้พิพากษากลับชี้ให้เห็นว่าการที่พวกเขาจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจะต้องร้ายแรงอย่างยิ่ง ซึ่งคำพูดนั้นทำให้ CZ ถึงกับอึ้งไปเลย CZ ยังได้บรรยายถึงช่วงเวลาที่เขาถูกคุมขังด้วยรายละเอียดที่ชัดเจน Wu ระบุว่า CZ อธิบายสภาพในเรือนจำว่ามีเสียงดังวุ่นวายตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนทำให้เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย เขายังเล่าต่อว่าในช่วง 14 วันสุดท้าย CZ ถูกสั่งย้ายไปยังสถานกักกันอย่างกะทันหันจนเขาคิดว่าจะต้องถูกคุมขังอย่างไม่มีกำหนด จากคำบอกเล่าของ Wu สถานกักกันแห่งนั้นมีเพียงแสงจากหลอดไฟสว่างจ้าที่เปิดทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการหรี่แสงลง CZ ต้องพึ่งพาการนั่งคำนวณอัลกอริทึม Hash ของ Bitcoin อย่างเงียบๆ ในหัวเพื่อประคองสติสัมปชัญญะของตนเองไม่ให้เป็นบ้า CZ ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ Binance หลังจากยอมรับผิดในข้อหาละเมิดกฎหมายการฟอกเงินของสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทตกลงที่จะจ่ายเงินค่าปรับมูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาเขาได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในมุมมองทางการเมือง นับตั้งแต่นั้นมา อุตสาหกรรม Crypto ทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับความผันผวนมากมาย ปัจจุบัน Market Cap รวมของสินทรัพย์ดิจิทัลแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 2.41 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นมากกว่า 6% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดย BTC มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 71,000 ดอลลาร์ ที่มา: cryptopolitan

Read More →
USDT บน TRON ถูกใช้เป็นช่องทางหลักในเครือข่าย Ponzi Scheme มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์
Breaking
⭐ Featured

USDT บน TRON ถูกใช้เป็นช่องทางหลักในเครือข่าย Ponzi Scheme มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์

USDT บนเครือข่าย TRON ยังคงเป็นหนึ่งใน Stablecoin ที่มีการใช้งานอย่างคึกคักที่สุดในตลาด แต่ในขณะเดียวกันสินทรัพย์นี้ก็มักถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายดังเช่นการถูกนำไปใช้ในเครือข่าย Ponzi Scheme มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ที่เพิ่งถูกเปิดโปงเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมวิจัยจาก Blocksec ได้ค้นพบเครือข่ายหลอกลวงที่ทำการโยกย้ายเงินทุนผ่าน USDT บนเครือข่าย TRON โดยข้อมูล On-chain ได้แกะรอย Wallet ที่เชื่อมโยงกันหลายระดับ ซึ่งทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับ Platform ที่นำเสนอตัวเองว่าเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีด้านสุขภาพในฮ่องกง ในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา Blocksec ดักจับการเคลื่อนไหวของเงินทุนมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ที่ใช้ USDT บน TRON แม้ว่าเงินทุนบางส่วนอาจเป็นการหมุนเวียนภายในระบบเองก็ตาม โดย Wallet ต่างๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งรวมถึงการรวบรวมเงินทุน การเป็นที่อยู่ตัวกลาง ช่องทางการจ่ายเงิน และจุดชำระบัญชีผ่าน Exchange ที่ใช้ร่วมกัน ความสามารถในการดึงดูดเงินทุนของมิจฉาชีพมาจากบริษัทที่ฟังดูมีความน่าเชื่อถือชื่อ VerilyHK โดยบริษัทนี้นำเสนอตัวเองว่าเป็น Platform การลงทุนสำหรับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ซึ่งชื่อของ Platform มีความจงใจให้คล้ายคลึงกับ Verily Life Sciences ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Alphabet ที่ผลิตเทคโนโลยีดูแลสุขภาพและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI VerilyHK พยายามปลอมแปลง Business Model โดยกล่าวอ้างว่าเทคโนโลยีสุขภาพ AI การวิเคราะห์ Big Data และอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นแหล่งรายได้หลักของธุรกิจ เหยื่อรายหนึ่งได้สร้างความสนใจให้กับบริษัทนี้โดยการเปิดเผยที่อยู่การฝากและถอนเงิน ซึ่งช่วยให้ Blocksec สามารถแกะรอยการเคลื่อนไหวของเงินทุนไปยัง Wallet ที่เชื่อมโยงกันได้ VerilyHK มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทใช้การหมุนเวียนที่อยู่สำหรับรวบรวมเงินอย่างน้อย 15 แห่ง โดยแบ่งออกเป็นแปดรุ่นที่แตกต่างกันและปรับเปลี่ยนไปตลอดช่วงเวลา 16 เดือน เมื่อเวลาผ่านไปที่อยู่เหล่านี้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น โดยจัดการเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อเดือน Wallet รุ่นสุดท้ายมีการเคลื่อนย้ายเงิน 900 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึงสี่เดือน ทำให้มียอดรวม 1.6 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามเงินหมุนเวียนทั้งหมดไม่ได้หมายถึงเงินทุนที่ถูกหักจากผู้ใช้งานโดยตรง เนื่องจากบางรายการอาจเป็นเพียงการโอนภายในระบบ ข้อมูล On-chain ยังเปิดเผยให้เห็นว่ามีเงินทุนไหลเวียนระหว่างศูนย์กลางของ Ponzi Scheme และที่อยู่ที่เชื่อมโยงกับ Huione Group ซึ่งบริการ Escrow ในประเทศกัมพูชาแห่งนี้เคยถูกเชื่อมโยงกับการ Exploit และการ Hack หลายครั้ง ในกรณีนี้ศูนย์กลางดังกล่าวอาจจัดการเงินไปแล้วประมาณ 4.6 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีการฝากเงินเพิ่มเติมอีก 4.2 พันดอลลาร์และ 1.5 ล้านดอลลาร์ไปยังที่อยู่ของ Huione Group สองแห่งโดยตรง Wallet ของ Huione Group อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบก่อนหน้านี้ว่า Huione เป็น Node สำคัญในกระบวนการฟอกเงิน เครือข่ายหลอกลวงนี้ไม่ถูกสังเกตเห็นจนกระทั่งมีลูกค้าเริ่มรายงานความเสียหาย อย่างไรก็ตามการทำ Mapping ของ Wallet อาจช่วยในการสืบสวนในอนาคต โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับ USDT บน TRON ปัจจุบัน USDT บน TRON ได้ขยาย Supply ไปมากกว่า 8.6 หมื่นล้าน Token โดยมี Wallet ที่ถือครองมากกว่า 73 ล้านบัญชี แม้เวอร์ชัน TRON จะถูกเชื่อมโยงกับการใช้งานที่ผิดกฎหมาย แต่มีเพียงเศษเสี้ยวของที่อยู่ทั้งหมดเท่านั้นที่ถูกระงับการใช้งาน USDT บน TRON มีจำนวน Transaction และมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการเปิดเผยกลุ่ม Wallet ที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินผิดกฎหมายและคำสัญญาการลงทุนปลอมก็ตาม Token นี้มักจะจัดการการทำธุรกรรมประมาณ 34 ล้านรายการต่อวันซึ่งใกล้เคียงกับจุดสูงสุดตลอดกาล โดยมีประมาณ 1.5 หมื่นรายการที่เป็นธุรกรรมมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ทำให้กลายเป็นส่วนสำคัญของการโอนเงินรายวัน ปัจจุบัน USDT บน TRON เป็น Stablecoin ที่มีความคึกคักเป็นอันดับสองรองจากเวอร์ชัน BNB แม้ Token จะมีการเติบโตอย่างยั่งยืน แต่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการใช้ Crypto ที่ผิดกฎหมายเนื่องจากการกำกับดูแลที่ยังคงมีข้อจำกัด ที่มา cryptopolitan

Read More →
X กวาดล้างบอท 208 บัญชีต่อนาที เตรียมล้างบางชุมชน Crypto ครั้งใหญ่
World
⭐ Featured

X กวาดล้างบอท 208 บัญชีต่อนาที เตรียมล้างบางชุมชน Crypto ครั้งใหญ่

Platform X กำลังเอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างบัญชีอัตโนมัติหรือ Bot อย่างหนัก Nikita Bier ซึ่งเป็น Product Manager ของ X เปิดเผยว่าตอนนี้ระบบสามารถตรวจจับและแบน Bot ได้ถึง 208 บัญชีต่อนาทีและตัวเลขนี้ก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาถึงกับเอ่ยปากเตือนว่าสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดสำหรับพวกเครือข่ายบัญชีสแปมทั้งหลาย คำถามที่น่าสนใจสำหรับพวกเราก็คือบรรดาประชากร Bot เหล่านี้เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในวงการ Crypto มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบก็คือเยอะมากและน่าจะเป็นสัดส่วนก้อนใหญ่เลยทีเดียว ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแวดวง Crypto บน X ถือเป็นพื้นที่ที่มี Bot ระบาดหนักที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสแปมข้อความโต้ตอบใต้ Post การหลอกแจกของรางวัล การสร้างบัญชีปลอมเพื่อสวมรอยเป็นคนดัง ไปจนถึงการจัดตั้งเครือข่ายหน้าม้าเพื่อปั่นกระแส ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้คือวิธีที่มิจฉาชีพใช้สร้างพื้นที่สื่อในวงการและมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นเวลามี Influencer ออกมาให้ความเห็น ข่าวความเคลื่อนไหวราคา Bitcoin การแจก Airdrop ปลอม หรือการโปรโมตขยะต่างๆ สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นคอมเมนต์แรกๆ ที่โผล่ขึ้นมาใต้ Post สำคัญเสมอ เป้าหมายของ Bot พวกนี้คือการเกาะกระแสความสนใจที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในโลก Crypto ดังนั้นการกวาดล้างบัญชีเหล่านี้ทิ้งไปจะส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อวิธีการกระจายข่าวสารบน Platform อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการปั่นตัวเลข Engagement ด้วย Project ทางด้าน Crypto จำนวนมากมักจะใช้การสร้างกระแสเทียมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอด Like ยอด Retweet และการตอบกลับที่ใช้ Bot เป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างภาพลวงตาให้คนเชื่อว่า Token หรือ Project ของตนเองกำลังได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือ หาก X สามารถกวาดล้างระบบหน้าม้าเหล่านี้ได้สำเร็จ เราก็อาจจะได้เห็นยอด Engagement ของหลายๆ Token หรือ Project ร่วงหล่นลงมาอย่างน่าตกใจ สิ่งนี้จะช่วยเปิดโปงให้เห็นว่ากระแสไหนคือของจริงและอะไรที่เป็นแค่ภาพลวงตา แม้ว่ายอดที่ลดลงอาจไม่ได้แปลว่าคนเลิกสนใจ Project นั้นไปเสียหมดก็ตาม แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมสร้างความปั่นป่วนในระยะสั้น ข้อมูลชี้วัดต่างๆ อย่างเช่น ปริมาณการพูดถึงบน Social Media รายชื่อ Token ที่กำลังเป็นกระแส หรือยอด Engagement ที่จู่ๆ ก็พุ่งสูงขึ้น อาจกลายเป็นข้อมูลที่นักเทรดและนักวิเคราะห์หยิบมาใช้ประเมินสถานการณ์ได้ยากขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ แต่ถ้ามองในระยะยาว นี่คือการบังคับให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีและโปร่งใสมากขึ้น เมื่อ Sentiment ที่แท้จริงไม่ถูกรบกวนด้วยกระแสปั่นป่วนจากระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ทิศทางตลาดก็จะทำได้แม่นยำขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้หลายคนในวงการ Crypto รู้สึกอึดอัด เพราะพื้นที่นี้มีการใช้เครื่องมือปั่นกระแสกันอย่างแพร่หลาย การกวาดล้างหน้าม้าออกไปจะทำให้การเสกกระแสจากความว่างเปล่าทำได้ยากขึ้น และช่วยลดความร้อนแรงของข่าวลือที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกๆ ได้เป็นอย่างดี ที่มา u.today มุมมองส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้เป็นผลดีต่อวงการ Crypto ในระยะยาวอย่างมากครับ ใครที่ใช้งาน Platform X เป็นประจำจะรู้ดีว่าใต้ Post ของคนดังหรือ Project ใหญ่ๆ จะเต็มไปด้วย Bot ที่มาแปะ Link หลอกให้กดเชื่อมกระเป๋า หรือ Bot หน้าม้าที่มาเชียร์ Meme coin แบบไร้สาระ การล้างบาง Bot พวกนี้จะช่วยลดจำนวนเหยื่อที่ถูกหลอกลวงเอาเงินไปได้เยอะมากครับ แม้ว่ายอด Like หรือยอด Engagement ของหลายๆ Project อาจจะร่วงลงอย่างหนักหลังจากนี้ แต่นี่คือการคืนพื้นที่ให้กับการพูดคุยและวิเคราะห์ข้อมูลกันบนพื้นฐานของความจริง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมิน Sentiment ของตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้นครับ

Read More →
ส.ว. Hagerty ดันกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตผ่านคณะกรรมาธิการภายใน เม.ย. นี้
World
⭐ Featured

ส.ว. Hagerty ดันกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตผ่านคณะกรรมาธิการภายใน เม.ย. นี้

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ตามเวลาไทย ส.ว. Bill Hagerty (พรรครีพับลิกัน รัฐเทนเนสซี) สมาชิกคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ ออกมายืนยันแผนเดินหน้าร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยตั้งเป้าให้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการภายในเดือนเมษายนนี้ ตามรายงานจาก Cointelegraph Hagerty กล่าวในงาน Digital Assets and Emerging Tech Policy Summit ที่มหาวิทยาลัย Vanderbilt ว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันวางแผนจะเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในคณะกรรมาธิการสัปดาห์หน้า พร้อมยอมรับว่ายังมี “งานอีกมาก” ที่ต้องทำก่อนที่สภาคองเกรสจะสามารถผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดได้อย่างสมบูรณ์ เส้นทางยาวของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต กฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมีเส้นทางยาวนานในสภาคองเกรส โดยกระบวนการร่างเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 เมื่อประธานคณะกรรมาธิการธนาคาร ส.ว. Tim Scott พร้อมด้วย Hagerty และ ส.ว. Cynthia Lummis เผยแพร่หลักการแนวทางสำหรับกฎหมายฉบับนี้ ตามมาด้วยร่างแรกในเดือนกรกฎาคม 2568 และร่างที่สองในเดือนกันยายน 2568 ที่รับฟีดแบ็กจากภาคอุตสาหกรรม ฝั่งสภาผู้แทนราษฎรก็ผ่านร่าง CLARITY Act ไปด้วยคะแนน 294-134 เสียงในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นร่างที่มุ่งโอนอำนาจกำกับดูแลตลาดคริปโตส่วนใหญ่จาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ไปยังคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าแบงก์และบริษัทคริปโตสหรัฐฯ กำลังเจรจากรอบกฎหมายตลาดคริปโตกันอยู่เบื้องหลัง อ่านข่าวเดิม ซึ่งการประกาศกรอบเวลาชัดเจนของ Hagerty ครั้งนี้สอดคล้องกับแรงกดดันจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการความชัดเจนด้านกฎระเบียบโดยเร็ว ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อตลาดคริปโต ประเด็นหลักที่กฎหมายโครงสร้างตลาดพยายามแก้คือความไม่ชัดเจนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละประเภทควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ SEC หรือ CFTC ซึ่งปัญหานี้เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับบริษัทคริปโตที่ต้องการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ อย่างถูกกฎหมาย นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า หัวหน้าฝ่ายคดีความ Coinbase ยืนยันว่ากฎหมายคริปโตยังเดินหน้าแม้เจอสะดุด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ Hagerty กำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ Hagerty ยอมรับตรงๆ ว่ายัง “มีงานอีกมาก” ที่ต้องทำบ่งชี้ว่าแม้จะผ่านคณะกรรมาธิการได้ในเดือนเมษายน การลงมติเต็มสภายังต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายรอบ และมีความเป็นไปได้ที่จะเจอการต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ ทั้งจากสมาชิกพรรคเดโมแครตและกลุ่มธนาคารแบบดั้งเดิมที่กังวลเรื่องการแข่งขัน ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ Hagerty ออกมายืนยันกรอบเวลาในงานระดับนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีกว่าที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้กฎหมายฉบับนี้เคยถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็อยากให้ระวังอย่าตื่นเต้นมากเกินไปเพราะ “ผ่านคณะกรรมาธิการ” กับ “ผ่านสภาและกลายเป็นกฎหมาย” ยังห่างกันมาก สิ่งที่น่าจับตาคือว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาสาระสำคัญในขั้นตอนคณะกรรมาธิการมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งอำนาจระหว่าง SEC กับ CFTC ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายฉบับนี้

แบงก์และบริษัทคริปโตสหรัฐฯ เจรจาลับกรอบกฎหมายตลาดคริปโต
Breaking
⭐ Featured

แบงก์และบริษัทคริปโตสหรัฐฯ เจรจาลับกรอบกฎหมายตลาดคริปโต

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 มีรายงานจากแหล่งข่าวในแวดวงคริปโตว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และบริษัทคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเจรจากันอย่างลับๆ เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกรอบโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดย Max Crypto รายงานอ้างอิงแหล่งข่าว Eleanor Terrett ว่า เงื่อนไขของข้อตกลงอาจถูกประกาศได้เร็วๆ นี้ ขณะที่ Crypto Rover ก็โพสต์ยืนยันในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้คือการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และการตรวจสอบร่างกฎหมายในแบบควบคุมการเข้าถึง ยังไม่มีการประกาศข้อตกลงสุดท้ายอย่างเป็นทางการ CLARITY Act กับประเด็นติดขัดเรื่องดอกเบี้ย Stablecoin หัวใจของการเจรจาครั้งนี้คือร่างกฎหมาย Digital Asset Market CLARITY Act หรือที่รู้จักกันในชื่อ CLARITY Act ซึ่งมีเป้าหมายสร้างกรอบกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสหพันธรัฐ รวมถึงการกำหนดขอบเขตอำนาจระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) กับคณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) โดยมีแนวโน้มให้ CFTC ดูแลตลาด Spot สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลัก ประเด็นสำคัญที่ทำให้การเจรจาล่าช้ามาโดยตลอดคือเรื่อง “ดอกเบี้ยจาก Stablecoin” ฝั่งธนาคารต้องการจำกัดหรือห้ามไม่ให้บริษัทคริปโตจ่ายผลตอบแทนบน Stablecoin เพราะกังวลว่าจะทำให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่ฝั่งคริปโตมองว่าการจ่ายผลตอบแทนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแข่งขันและการขยายฐานผู้ใช้ เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสมาชิก Thom Tillis และ Angela Alsobrooks ได้ยกร่างข้อเสนอใหม่เรื่องดอกเบี้ย Stablecoin โดยให้กลุ่มบริษัทคริปโตและสถาบันการเงินวอลล์สตรีทตรวจสอบร่างดังกล่าวในสภาพแวดล้อมควบคุมอย่างเข้มงวด แบงก์ชั้นนำและวุฒิสภาเร่งหาข้อสรุปก่อนเลือกตั้งกลางสมัย ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำเนียบขาวได้จัดประชุมร่วมระหว่างผู้บริหารบริษัทคริปโต สมาคมธนาคารชั้นนำ และผู้กำหนดนโยบาย โดยมีตัวแทนจาก Goldman Sachs, J.P. Morgan, Bank of America, Wells Fargo, Citi, PNC Bank และ U.S. Bank เข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเจรจาเดินหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดวุฒิสมาชิก Bill Hagerty ระบุว่ามีเป้าหมายให้กฎหมายคืบหน้าในช่วงเดือนเมษายนนี้ ก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า CEO Ripple คาด CLARITY Act ผ่านสภาสหรัฐฯ ภายในพ.ค. 2026 ก่อนเลือกตั้งกลางสมัย สอดคล้องกับทิศทางที่สังเกตเห็นในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Jamie Dimon ยอมรับบล็อกเชนสร้างคู่แข่งใหม่ JPMorgan ต้องเร่งโทเคนไนซ์ ซึ่งสะท้อนว่าฝั่งธนาคารแบบดั้งเดิมเริ่มยอมรับความจำเป็นต้องปรับตัวเข้าหาโลกคริปโตมากขึ้น ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าสนใจมาก แต่ต้องตีความด้วยความระมัดระวัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ยังเป็นแค่การเจรจาเบื้องหลังและการตรวจสอบร่างกฎหมาย ยังไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้ายที่ประกาศออกมา ตลาดอาจตื่นเต้นก่อนกาลได้ อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan นั่งโต๊ะเดียวกับบริษัทคริปโตเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน เป็นสัญญาณที่ดีมากในระยะยาว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องดอกเบี้ย Stablecoin ได้หรือไม่ เพราะนั่นคือหินก้อนใหญ่สุดที่ขวางทางอยู่ ที่มา: @MaxCrypto

Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat