News

Stay updated with the latest cryptocurrency news and insights

OpenAI อาจล้มละลายใน 2 ปี แล้วตลาดคริปโตจะโดนอะไรบ้าง?
Business
⭐ Featured

OpenAI อาจล้มละลายใน 2 ปี แล้วตลาดคริปโตจะโดนอะไรบ้าง?

ลองจินตนาการดูว่าบริษัทที่ทั้งโลกยกให้เป็นผู้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันดับหนึ่ง บริษัทที่ได้รับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft และนักลงทุนระดับโลก บริษัทที่ผลิตภัณฑ์อย่าง ChatGPT มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคน กลับมีความเสี่ยงที่จะ “ล้มละลาย” ภายในเวลาเพียง 2 ปี ฟังดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อ แต่นี่คือสิ่งที่ข้อมูลกำลังบอกเรา ข่าวที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์โดยบัญชี @Eng_china5 ระบุว่า “OpenAI อาจเผชิญกับการล้มละลายภายใน 2 ปี โดยผู้ใช้ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิกมีเพียงประมาณ 5% ของผู้ใช้ทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงหลายพันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับรายได้ที่จำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพาเงินทุนและการลงทุนจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง” โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากด้วยยอดไลก์กว่า 810 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากกังวลกับเรื่องนี้จริง ๆ แต่คำถามสำคัญที่สุดสำหรับผู้อ่าน Siam Blockchain คือ ถ้า OpenAI จุดชนวนวิกฤต AI แล้วตลาดคริปโตจะได้รับผลกระทบอย่างไร? เหรียญ AI จะดิ่งลงเหว? หรือนี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของโปรเจกต์ AI แบบกระจายอำนาจ (Decentralized AI)? ปัญหาแท้จริงของ OpenAI ที่ตัวเลขบอกชัด ก่อนจะวิเคราะห์ผลกระทบต่อคริปโต เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไม OpenAI ถึงอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลขนาดนี้ แม้จะดูเหมือนบริษัทที่ “รุ่งเรือง” ที่สุดในวงการเทคโนโลยี ประเด็นแรกคือโครงสร้างรายได้ที่เปราะบาง เมื่อผู้ใช้ที่จ่ายเงินจริง ๆ มีเพียงประมาณ 5% จากผู้ใช้ทั้งหมดนับร้อยล้านคน นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT ฟรี ๆ โดยไม่ได้สร้างรายได้ให้บริษัท แต่กลับกินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ไปมหาศาล ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์คำถามใน ChatGPT เซิร์ฟเวอร์ต้องทำงาน GPU ต้องประมวลผล ค่าไฟฟ้าต้องจ่าย ค่าคลาวด์ต้องเสีย ยิ่งมีผู้ใช้ฟรีเยอะ ยิ่งขาดทุนเยอะ ประเด็นที่สองคือต้นทุนที่พุ่งขึ้นไม่มีเพดาน การฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง GPT-4 หรือโมเดลรุ่นถัดไปนั้นต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งค่า GPU จาก Nvidia ค่าศูนย์ข้อมูล (Data Center) ค่าจ้างวิศวกรระดับหัวกะทิ และค่าดำเนินงานทั่วไป ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ลดลงตามเวลา แต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการแข่งขันด้าน AI กำลังเข้มข้นขึ้นทุกวัน ประเด็นที่สามคือการพึ่งพาเงินลงทุนจากภายนอก OpenAI ไม่ได้ทำกำไร บริษัทยังอยู่ในโหมด “เผาเงิน” (Cash Burn) อย่างหนัก โดยพึ่งพาเงินลงทุนจาก Microsoft และรอบการระดมทุนใหม่ ๆ เป็นหลัก ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบนี้จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ความเชื่อมั่นสะดุด เงินก็อาจหยุดไหลเข้า ทำไมวิกฤต OpenAI ถึงเกี่ยวข้องกับตลาดคริปโต หลายคนอาจสงสัยว่า OpenAI เป็นบริษัทเทคโนโลยีแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไม่ได้เกี่ยวกับบล็อกเชนหรือคริปโตเลย แล้วทำไมต้องสนใจ? คำตอบคือ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแส AI กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของตลาดคริปโต เหรียญที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Render (RNDR), Fetch.ai (FET), SingularityNET (AGIX ซึ่งปัจจุบันรวมเป็น ASI Alliance), Bittensor (TAO) และอีกมากมาย ล้วนพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงที่กระแส AI เฟื่องฟู โดยเฉพาะหลัง ChatGPT เปิดตัวในปลายปี 2022 เหรียญกลุ่ม AI กลายเป็นหมวดที่มีการเติบโตสูงที่สุดในตลาดคริปโต ถ้า OpenAI ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ AI ทั้งวงการ เกิดล้มละลายหรือประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ทาง ทางแรกคือ “Narrative Collapse” หรือการพังทลายของเรื่องเล่า เหรียญ AI หลายตัวราคาพุ่งขึ้นไม่ได้เพราะตัวโปรเจกต์มีรายได้จริง แต่เพราะ “เรื่องเล่า” ว่า AI คืออนาคต ถ้าบริษัท AI ใหญ่สุดในโลกยังอยู่ไม่รอด ตลาดอาจตั้งคำถามว่าโปรเจกต์ AI ในคริปโตที่เล็กกว่าหลายเท่าจะอยู่ได้อย่างไร ทางที่สองคือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์สูงกับหุ้น Nasdaq ถ้า AI Bubble แตก หุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก คริปโตก็มีโอกาสร่วงตามไปด้วย ทางที่สามคือเรื่องของ “เงินฉลาด” (Smart Money) กองทุนและนักลงทุนสถาบันหลายรายที่ลงทุนใน AI Token อาจทบทวนพอร์ตของตัวเอง ถ้ามองว่าความเสี่ยงของกระแส AI สูงขึ้น เงินก็อาจไหลออกจากเหรียญกลุ่มนี้ อีกมุมหนึ่ง Decentralized AI อาจเป็นผู้ชนะ แต่ก่อนจะตื่นตระหนกไป ลองมองอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจกว่า ปัญหาหลักของ OpenAI คือ “ต้นทุนสูงเกินไป” เพราะเป็นโมเดลรวมศูนย์ที่ต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเอง แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาที่คอนเซปต์ของ Decentralized AI ใน Web3 ปัญหานี้อาจมีทางออก โปรเจกต์อย่าง Bittensor (TAO) สร้างเครือข่ายที่ให้คนทั่วโลกร่วมกันฝึกโมเดล AI โดยใช้ทรัพยากร GPU แบบกระจายศูนย์ Render Network ให้คนที่มี GPU เหลือส่งพลังประมวลผลเข้าเครือข่ายและได้ Token เป็นรางวัล Fetch.ai สร้าง Agent อัจฉริยะที่ทำงานบนบล็อกเชน โมเดลเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ ไม่ต้องเผาเงินหลายพันล้านในการดำเนินงาน พูดง่าย ๆ ถ้า OpenAI ล้มเพราะโมเดลรวมศูนย์มันแพงเกินไป นั่นอาจกลายเป็นหลักฐานยืนยันว่า AI แบบกระจายอำนาจมีอนาคต เป็นสิ่งที่ชุมชนคริปโตพูดมาตลอดว่าการกระจายอำนาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าวิกฤต OpenAI เกิดขึ้นจริง เราอาจเห็นเงินไหลจากเหรียญ AI ที่ขายฝันอย่างเดียว ไปหาเหรียญ AI ที่มีโมเดลรายได้จริงและต้นทุนต่ำกว่า บทเรียนจากฟองสบู่ Dot-com สู่ฟองสบู่ AI? ใครที่เคยอ่านประวัติศาสตร์ตลาดการเงินคงนึกถึงเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000 ตอนนั้นบริษัทอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย หลายบริษัทมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ เมื่อฟองสบู่แตก บริษัทส่วนใหญ่ล้มหายไป แต่บริษัทที่อยู่รอดอย่าง Amazon, Google กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองโลก สถานการณ์ AI ตอนนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก บริษัท AI เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทุกบริษัทบอกว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลก เงินลงทุนไหลเข้าอย่างบ้าคลั่ง แต่แทบไม่มีใครทำกำไรได้จริง ถ้า OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่ “ดีที่สุด” ในวงการยังอาจอยู่ไม่รอด แล้วบริษัทที่เล็กกว่าจะเป็นอย่างไร ในวงการคริปโตเองก็เช่นกัน เหรียญ AI มีหลายร้อยตัว แต่กี่ตัวที่มีผู้ใช้งานจริง? กี่ตัวที่มีรายได้? กี่ตัวที่เทคโนโลยีใช้งานได้ ไม่ใช่แค่ Whitepaper สวย ๆ? ถ้า OpenAI ล้ม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “คัดกรอง” ครั้งใหญ่ในวงการ AI ทั้งหมด ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดคริปโต ผลกระทบต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตภาพรวม นอกจากผลกระทบต่อเหรียญกลุ่ม AI โดยตรงแล้ว ยังต้องพิจารณาผลกระทบต่อตลาดคริปโตภาพใหญ่ด้วย Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่ง อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมถ้าวิกฤต AI ลุกลามไปสู่ตลาดหุ้นเทคโนโลยี ลองนึกภาพว่าถ้า AI Bubble แตก หุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nvidia, Microsoft, Alphabet ร่วงหนัก ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง ความกลัวลุกลามไปทั่ว นักลงทุนสถาบันอาจลดความเสี่ยงทุกสินทรัพย์ รวมถึง Bitcoin และคริปโตด้วย นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่ในทางกลับกัน ถ้าวิกฤตจำกัดอยู่แค่บริษัท AI ที่ยังไม่ทำกำไร Bitcoin ซึ่งมี Narrative ของตัวเองเกี่ยวกับการเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อและ “ทองคำดิจิทัล” อาจได้รับผลกระทบน้อย หรืออาจไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะเหตุผลที่คนซื้อ Bitcoin ไม่เกี่ยวกับ AI สิ่งที่ต้องจับตาคือ ถ้าข่าวเรื่อง OpenAI มีปัญหาการเงินออกมาเป็นทางการ ให้ดู Correlation ระหว่างดัชนีหุ้น AI กับ Bitcoin และเหรียญ AI ในสัปดาห์ถัดไปอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นจะบอกเราได้ว่าตลาดคริปโต “แยกตัว” จากหุ้นเทคโนโลยีได้จริงหรือไม่ ความเห็นผู้เขียน ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่จุดจบของ OpenAI ในทันที ต้องเข้าใจว่า OpenAI ยังมี Microsoft หนุนหลังอยู่ และการระดมทุนรอบใหม่ ๆ ยังเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ข่าวนี้บอกเราอย่างชัดเจนคือ โมเดลธุรกิจ AI แบบรวมศูนย์ที่เผาเงินมหาศาลนั้นไม่ยั่งยืนในระยะยาว สำหรับตลาดคริปโต ผมมองว่าเหรียญ AI ที่พุ่งขึ้นแค่เพราะกระแสโดยไม่มีผลิตภัณฑ์จริงหรือรายได้จริง อาจเจอแรงขายหนักในอนาคตอันใกล้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ OpenAI ล้มละลาย แค่ข่าวแบบนี้ออกมาเรื่อย ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ Sentiment ของนักลงทุนเปลี่ยนไป แต่ในอีกมุม ผมกลับมองว่านี่อาจเป็นโอกาส โปรเจกต์ AI แบบกระจายอำนาจที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน มีผู้ใช้งานจริง มีรายได้จริง อาจโดดเด่นขึ้นมาในช่วงที่ตลาดคัดกรอง ผมแนะนำให้จับตาดูว่าโปรเจกต์ AI ไหนในคริปโตที่มี “Revenue” จริง ไม่ใช่แค่ “Promise” เพราะเมื่อกระแสหมดไป จะเหลือเพียงโปรเจกต์ที่แข็งแกร่งจริง ๆ เท่านั้นที่อยู่รอด เหมือนกับที่ Amazon รอดจากฟองสบู่ Dot-com มาได้ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า OpenAI จะล้มหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นคือตลาด AI กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้อง “พิสูจน์ตัวเอง” ไม่ใช่แค่ขายฝันอีกต่อไป และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับทุกสินทรัพย์ที่ผูกกับเรื่องเล่าของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงเหรียญ AI ในตลาดคริปโตด้วย

Read More →
เปิด 3 สาเหตุพยุงราคา! ทำไมเหรียญ ‘KUB’ ถึงไม่น่าร่วงต่ำกว่า 30 บาทได้นาน
Business
⭐ Featured

เปิด 3 สาเหตุพยุงราคา! ทำไมเหรียญ ‘KUB’ ถึงไม่น่าร่วงต่ำกว่า 30 บาทได้นาน

สถานการณ์ของ KUB Coin เหรียญหลักประจำเครือข่าย Bitkub Chain ในวันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่านักลงทุนไทย หลังจากกราฟราคาได้ร่วงลงมาซื้อขายอยู่ที่ระดับ 30.46 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าที่ร่วงลงกว่า 2.15% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวที่เฉียดใกล้ “เส้นตาย” นี้ได้สร้างความกังวลไม่น้อยว่า เหรียญคริปโตขวัญใจชาวไทย อาจจะร่วงหลุดลงทำจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าระดับ 30 บาท ท่ามกลางคำถามและคำกังวลมากมายที่เกิดขึ้น บทความนี้เราจะพาไปสำรวจ 3 เหตุผลสำคัญว่า ทำไมระดับราคาที่ต่ำ 30 บาทถึงอาจเป็นจุดกลับตัวของเหรียญ KUB Coin และทำไมราคา KUB Coin ถึงไม่น่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับนี้ได้นานนัก 1. กลไกเครดิตค่าธรรมเนียม หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถือเป็นไม้ตายของเหรียญ KUB คือ ระบบการนำเหรียญไปแลกเป็นเครดิตค่าธรรมเนียม (Fee Credit) เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเทรดบนกระดานบิทคับ โดยทางแพลตฟอร์มได้สร้างเงื่อนไขสุดพิเศษ ด้วยการการันตีมูลค่าขั้นต่ำไว้ที่ 30 บาทต่อหนึ่งเหรียญเสมอ แม้ว่าราคาตลาด ณ เวลานั้นจะดิ่งลงไปลึกแค่ไหนก็ตาม กลไกนี้กลายเป็นแนวรับทางจิตวิทยาและแนวรับในทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ยิ่งไปกว่านั้นระบบยังมีโบนัสแถมเพิ่มให้ผู้ใช้งานอีก 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เหรียญ KUB มีแรงซื้อจากผู้ใช้งานจริงคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ลองจินตนาการว่า หากราคาตลาดของ KUB ร่วงลงมาเหลือเพียง 25 บาท นักเทรดที่ฉลาดจะมองเห็นโอกาสทองเข้าไปซื้อเหรียญในกระดานด้วยต้นทุน 25 บาท แล้วนำไปกดแลกเป็นเครดิตค่าธรรมเนียม ระบบของบิทคับจะตีมูลค่าเหรียญนั้นให้กลายเป็น 30 บาททันที นี่ยังไม่รวมโบนัสเพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับยอดแลกไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับยอดที่สูงกว่านั้น เท่ากับว่าต้นทุน 25 บาทของคุณอาจกลายเป็นเครดิตสำหรับใช้จ่ายได้สูงถึง 33 บาทเลยทีเดียว การทำกำไรส่วนต่างในรูปแบบของคูปองส่วนลดแบบนี้ดึงดูดใจสายเทรดอย่างปฏิเสธไม่ได้ 2. ป้อมปราการทางจิตวิทยาที่ยากจะพังทลาย ย้อนกลับไปในวันที่ 20 พฤษภาคม 2021 วันแรกที่เหรียญ KUB เปิดให้ซื้อขายบนกระดานเทรด Bitkub ราคาเปิดตัวในวันนั้นถูกเคาะไว้ที่ 30 บาทถ้วน ตัวเลขนี้จึงกลายเป็นเหมือน “ตัวเลขจิตวิทยา” ในสายตาของนักลงทุน คนในตลาดรับรู้ร่วมกันว่านี่คือ ราคาต้นน้ำของโปรเจกต์ เมื่อใดที่กราฟทิ้งตัวลงมาทดสอบแนวรับนี้ เราจึงมักเห็นแรงซื้อสวนกลับอย่างรวดเร็วเสมอ เม็ดเงินเหล่านี้มาจากกลุ่มนักลงทุนที่เชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานระยะยาว ซึ่งเฝ้ารอจังหวะเข้าสะสมเหรียญในราคาเดียวกับวันที่เปิดตัว 3. กลไกเศรษฐศาสตร์การเผาเหรียญที่แข็งแกร่ง กลไกการลดอุปทาน (Burn) ของ KUB Coin ถือว่าเป็นไพ่ไม้ตายอีกใบของ Bitkub โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา KUB Foundation ได้ประกาศความสำเร็จในการเผาเหรียญประจำไตรมาสแรกทิ้งไปกว่า 101,069.65 KUB ซึ่งเหรียญเหล่านี้ถูกดึงออกจากระบบอย่างถาวร ความเจ๋งของกลไกนี้ซ่อนอยู่ในคำว่า “Real Utility” เหรียญที่นำมาเผาคือ ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมบนเชนที่เกิดขึ้นจริง ล้วนเป็นผลงานจาก Node ตัวตึงของวงการคริปโตไทยอย่าง JFIN Chain, SIX Network และ Udonswap สมการนี้แปลความหมายได้ง่ายมาก ยิ่งระบบนิเวศของ Bitkub Chain คึกคัก มีคนเข้ามาใช้งานมากเท่าไหร่ เหรียญ KUB ในกระดานก็จะยิ่งถูกดูดออกไปทำลายทิ้งเร็วขึ้นเท่านั้น และสำหรับคำถามที่ว่า กลไกการเผาเหรียญจะช่วยให้ราคาไม่จมดิ่งใต้ 30 บาทได้นานยังไง ? ในโลกการลงทุน กฎของอุปสงค์และอุปทานคือ สัจธรรมที่ทรงพลังที่สุดเมื่อปริมาณเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด หดตัวลงเรื่อย ๆ กำแพงฝั่งขายก็จะบางลงตามไปด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดเกิดอาการ Panic Sell จนราคา KUB ทิ้งตัวหลุดแนวรับ 30 บาทลงมา แรงซื้อจากสองกลุ่มหลักจะทำงานทันที นั่นคือ กลุ่มคนที่ต้องการซื้อเหรียญไปแลก Fee Credit และกลุ่มนักลงทุนที่ดักรอช้อนของถูกที่ราคาทุนเปิดตัว เมื่อแรงซื้อปริมาณมหาศาลไหลเข้ามาปะทะกับจำนวนเหรียญในตลาดที่หายากมากขึ้น จากการถูกเผาทิ้งอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ราคาจะดีดตัวกลับขึ้นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว การจะกดราคาให้แช่อยู่ใต้ 30 บาทได้นาน ๆ จึงกลายเป็นภารกิจที่ฝืนกลไกตลาดขั้นสุด เพราะฝั่งคนขายแทบจะไม่มีของหมุนเวียนเหลือพอให้ทุบตลาดได้ลึกและนานพอ กลไก Burn จึงเปรียบเสมือนสปริงติดใต้พื้นราคา ยิ่งกราฟถูกกดให้ต่ำลงมากเท่าไหร่ แรงดีดกลับก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น บทความนี้เป็นเพียงการแบ่งปันมุมมองของผู้เขียนเกี่ยวกับโปรเจกต์เหรียญ Kub Coin เท่านั้น ทางผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาในการแนะนำหรือเชิญชวนให้ลงทุนแต่อย่างใด คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ มุมมองผู้เขียน : การที่ราคา KUB Coin ร่วงลงมาทดสอบระดับ 30 บาท รอบนี้ถือเป็น “สงครามวัดใจ” แม้ในมุมเทคนิคัลอาจจะดูน่ากลัว แต่ในมุม Utility เป็นโอกาสทองของคนที่ต้องเทรดเป็นประจำที่จะได้เก็บ KUB ไว้ลดค่าธรรมเนียมในราคาที่คุ้มค่าที่สุด รวมถึงกลไกการเผาเหรียญที่มาจากธุรกรรมจริง คือสิ่งยืนยันว่า โปรเจกต์ยังมีลมหายใจ และมีการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรแบบลมๆ แล้งๆ

Read More →
กระเป๋า Mt. Gox ที่หลับไป 15 ปี ถือ BTC เกือบ 80,000 เหรียญ ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่หายไปตลอดกาล?
Business
⭐ Featured

กระเป๋า Mt. Gox ที่หลับไป 15 ปี ถือ BTC เกือบ 80,000 เหรียญ ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่หายไปตลอดกาล?

ขณะที่ทุกคนกำลังจับตาดูเงินไหลออกจาก ETF และหวั่นผลกระทบจากสงครามภาษีของทรัมป์ มีกระเป๋า Bitcoin ใบหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ตั้งแต่ปี 2011 ไม่เคยขยับแม้แต่ satoshi เดียว กระเป๋าใบนั้นถือ Bitcoin อยู่เกือบ 80,000 BTC หรือราว 5.4 พันล้านดอลลาร์ตามราคาปัจจุบัน มันเชื่อมโยงกับ Mt. Gox เว็บกระดานเทรดคริปโตแห่งแรกของโลกที่ล่มสลายเมื่อปี 2014 หลังถูกแฮ็กไป 850,000 BTC คำถามที่ไม่มีใครตอบได้คือ กระเป๋าใบนี้จะตื่นขึ้นมาสักวัน หรือ Bitcoin เหล่านั้นสูญหายไปตลอดกาล? และคำตอบของคำถามนี้อาจเปลี่ยนสมการอุปทานของ Bitcoin ไปอย่างสิ้นเชิง Mt. Gox ย้อนรอยหายนะที่สร้างวัฒนธรรมคริปโต สำหรับคนที่เพิ่งเข้าวงการ Mt. Gox อาจฟังเหมือนตำนานจากยุคโบราณ แต่สำหรับคนที่อยู่มานาน มันคือบาดแผลที่ยังไม่หายดี Mt. Gox เคยเป็นเว็บกระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองรับปริมาณซื้อขายกว่า 70% ของ Bitcoin ทั่วโลกในช่วงพีค จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2014 เว็บไซต์หายไปจากอินเทอร์เน็ตชั่วข้ามคืน Bitcoin จำนวน 850,000 เหรียญของลูกค้าถูกแฮ็กหรือสูญหาย คิดเป็นมูลค่าราว 460 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น ผู้ใช้ X รายหนึ่ง @828dre1969 ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “ย้อนดู 12 ปีที่ผ่านมา ปี 2014 ปีถัดจาก Halving เรื่องอื้อฉาวของ Mt. Gox ทำให้ราคาร่วงลง 90% ปี 2018 ตลาดขาลงทำให้ราคาดิ่งลง 84% และปี 2022 วิกฤต FTX จากการกำกับดูแลที่เข้มงวดทำให้ร่วงลง 75%” ทุกครั้งที่ตลาดเจอหายนะระดับ Mt. Gox มันไม่ใช่แค่ราคาที่ร่วง แต่เป็นความเชื่อมั่นทั้งระบบที่พังทลาย สิ่งที่ Mt. Gox ทิ้งไว้ให้วงการคริปโตมากที่สุดไม่ใช่ความเสียหาย แต่เป็นบทเรียนเรื่อง self-custody ดังที่ @WilfredWil13964 พูดไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ได้ถือ private key เอง คุณก็ไม่ได้ถือเหรียญจริง ๆ การเก็บเหรียญด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องหวาดระแวง มันคือความรับผิดชอบ” ประโยค “Not your keys, not your coins” ที่พูดกันจนเป็นคำติดปากของทุกคนในวงการ มันเกิดมาจากซากปรักหักพังของ Mt. Gox นี่เอง 79,957 BTC ที่นิ่งสนิท ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่จมอยู่ก้นมหาสมุทร นี่คือหัวใจของเรื่อง ในบรรดา Bitcoin ที่ถูกขโมยจาก Mt. Gox มีกระเป๋าเงินใบหนึ่งที่ถือ Bitcoin อยู่ 79,957 BTC ซึ่งไม่เคยเคลื่อนไหวมาเลยตั้งแต่ปี 2011 นั่นคือเวลากว่า 15 ปีที่มันนอนนิ่ง ๆ อยู่บน blockchain ทุกคนเห็นมัน ทุกคนรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ และที่สำคัญกว่า ไม่มีใครรู้ว่ามันจะตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ หรือจะตื่นขึ้นมาหรือเปล่า ลองจินตนาการดูว่า ถ้ากระเป๋าเงินใบนี้เริ่มขยับในช่วงที่ตลาดกำลังหวาดกลัวอยู่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น? ดัชนี Fear and Greed ที่ลงไปต่ำสุดในรอบหลายปี ตาม @Hope_OoO_CRYPT0 ที่ชี้ว่าค่า Fear ในปี 2026 อยู่ที่ 5 ซึ่งต่ำกว่าทุกวิกฤตในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นช่วง Mt. Gox ที่อยู่ที่ 9 ช่วง COVID ที่อยู่ที่ 9 หรือแม้แต่ช่วง FTX ที่อยู่ที่ 12 ตลาดกำลังกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน ถ้า Bitcoin 80,000 เหรียญ ที่มีมูลค่ากว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ถูกเทออกมาในตลาดที่กำลังแตกตื่น มันอาจกลายเป็นแรงเทขายระดับที่ตลาดไม่เคยเจอ ไม่ใช่แค่เพราะจำนวนเหรียญ แต่เพราะจิตวิทยา เพราะทันทีที่ on-chain data แสดงว่ากระเป๋า Mt. Gox เคลื่อนไหว ข่าวจะแพร่ไปทั่วโลกภายในนาที และความกลัวจะถูกขยายเป็นร้อยเท่า สมมติฐานที่น่ากลัวกว่า ถ้า Bitcoin เหล่านี้สูญหายไปแล้วจริง ๆ แต่ลองมองอีกมุม ถ้ากระเป๋าเงินใบนี้ไม่มีวันตื่นขึ้นมาล่ะ? ถ้าคน ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นแฮ็กเกอร์ คนวงใน หรือใครก็ตาม ทำ private key หาย เสียชีวิตไปแล้ว หรือถูกจับจนไม่สามารถเข้าถึงเหรียญได้อีกเลย? ถ้าเป็นเช่นนั้น Bitcoin 80,000 เหรียญเหล่านี้จะถูก “ล็อก” อยู่บน blockchain ตลอดกาล เหมือนทองคำที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรลึก มองเห็น รู้ว่ามันอยู่ แต่ไม่มีทางเอามาใช้ได้ และนี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมากสำหรับนักลงทุน Bitcoin มีอุปทานจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ ทุกคนรู้ข้อนี้ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดคือ จำนวน Bitcoin ที่ “ใช้ได้จริง” นั้นน้อยกว่า 21 ล้านเหรียญมาก มีการประมาณกันว่า Bitcoin ที่สูญหายถาวร ไม่ว่าจะเพราะทำ key หาย ส่งไปที่ address ผิด หรือเจ้าของเสียชีวิต อาจมีอยู่ 3-4 ล้านเหรียญ นั่นคือเกือบ 20% ของอุปทานทั้งหมด ถ้าเพิ่ม 80,000 BTC ของกระเป๋า Mt. Gox นี้เข้าไปในรายการ “สูญหายถาวร” อุปทานที่แท้จริงของ Bitcoin จะน้อยลงไปอีก และเมื่ออุปทานน้อยลง ในขณะที่อุปสงค์จากสถาบันกำลังเพิ่มขึ้นจาก ETF และการสะสมเหรียญของบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์มีเพียงทางเดียว นั่นคือราคาที่สูงขึ้น ผีแห่ง Mt. Gox ยังหลอกหลอนตลาดคริปโตอยู่จริงหรือ? เรื่องของ Mt. Gox ไม่ได้จบลงที่การล่มสลายในปี 2014 มันยังคงวนเวียนอยู่ในตลาดคริปโตตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่กระเป๋าเงินที่เกี่ยวข้องกับ Mt. Gox มีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการโอนของทรัสตีเพื่อชำระหนี้เจ้าหนี้ ตลาดก็ปั่นป่วนทุกครั้ง เพราะทุกคนกลัวว่า Bitcoin จำนวนมหาศาลจะถูกเทขายในตลาด และมันไม่ใช่แค่เรื่องของเหรียญ มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม Mark Karpeles อดีต CEO ของ Mt. Gox กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในวงการคริปโต แม้แต่ในปี 2026 ชื่อของเขาก็ยังถูกนำมาใช้ในบริบทต่าง ๆ รวมถึงวงการ meme coin ดังที่ @AzzyXlife เล่าว่า “Tibane เป็น animal meme ที่เก่าแก่ที่สุดในคริปโต เก่ากว่า Doge ถึง 2 ปีกับ 3 เดือน มันถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุที่ Bitcoin 850,000 เหรียญหายไป เมื่อ Mark Karpeles เป็น CEO ของ Mt. Gox เว็บกระดานเทรดแห่งแรกของคริปโต” นี่แสดงให้เห็นว่า Mt. Gox ฝังอยู่ใน DNA ของวงการคริปโตลึกแค่ไหน แม้แต่ @Sweatgate ก็โพสต์เกี่ยวกับ meme coin ที่ Mark Karpeles มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าเขาเป็น “ผู้นำที่ไม่หวั่นเกรง” ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องประชดที่ขมขื่นไม่น้อย เมื่อคิดว่าคน ๆ นี้เคยดูแลเว็บกระดานเทรดที่ทำให้คนสูญเสีย Bitcoin ไปเป็นแสนเหรียญ ความกลัวสุดขีดกับโอกาสที่ซ่อนอยู่ บทเรียนจากทุกวิกฤต สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลในชุมชนคริปโตบน X คือ pattern ที่ปฏิเสธไม่ได้ ทุกครั้งที่ดัชนี Fear and Greed ลงไปถึงจุดต่ำสุด สิ่งที่ตามมาไม่ใช่หายนะ แต่เป็นโอกาส @Hope_OoO_CRYPT0 สรุปไว้อย่างกระชับว่า “ค่า Extreme Fear ในวิกฤตแต่ละครั้ง ปี 2012 ร่วงลงไปที่ 10 ช่วง Mt. Gox ลงไปที่ 9 ปี 2018 ร่วงลงไปที่ 11 ช่วง COVID ลงไปที่ 9 ช่วง FTX ลงไปที่ 12 และปี 2026 ลงไปที่ 5 ทุกครั้งที่ความกลัวพีค โอกาสก็ตามมา ความกลัวไม่ยั่งยืน แต่วัฏจักรยั่งยืน” ตัวเลขนี้ชวนคิด ดัชนี Fear and Greed ที่ 5 ในปี 2026 ต่ำกว่าทุกวิกฤตในประวัติศาสตร์คริปโต ซึ่งรวมถึง Mt. Gox, COVID และ FTX ด้วย หมายความว่าตลาดกำลังกลัวมากกว่าตอนที่เว็บกระดานเทรดที่ใหญ่ที่สุดในโลกล่มสลาย มากกว่าตอนที่โลกหยุดหมุนเพราะโรคระบาด และมากกว่าตอนที่อาณาจักรของ Sam Bankman-Fried พังทลาย แต่ในทุกวิกฤตที่ผ่านมา Bitcoin ฟื้นตัวกลับมาทุกครั้ง และมักจะทำจุดสูงสุดใหม่ภายใน 1-2 ปีหลังจากนั้น คำถามคือ ครั้งนี้จะเหมือนเดิมหรือไม่? หรือกระเป๋า Mt. Gox ที่หลับอยู่นั้นจะเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนทุกอย่าง? ตัวแปรที่ไม่มีใครตั้งราคาให้ Bitcoin ที่ “สูญหาย” คือ Scarcity ที่ซ่อนอยู่ นี่คือประเด็นที่ผมคิดว่าตลาดมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง ทุกโมเดลการประเมินมูลค่า Bitcoin ทุก Stock-to-Flow ทุก on-chain analysis ใช้อุปทานทั้งหมด 21 ล้านเหรียญเป็นฐานคำนวณ แต่ไม่มีใครหัก Bitcoin ที่สูญหายถาวรออก ลองคิดดู ถ้า Bitcoin ที่หมุนเวียนได้จริง ๆ ไม่ใช่ 19.8 ล้านเหรียญที่ขุดออกมาแล้ว แต่เป็นแค่ 15-16 ล้านเหรียญ เพราะส่วนที่เหลือสูญหายถาวร ความหายากที่แท้จริงของ Bitcoin จะสูงกว่าที่ทุกคนคิดถึง 20-25% และนั่นหมายความว่าราคาในปัจจุบันอาจ “ถูก” กว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเทียบกับอุปทานจริง กระเป๋า Mt. Gox ที่ถือ 80,000 BTC เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของปรากฏการณ์นี้ มันเป็น Bitcoin จำนวนมหาศาลที่ “มีอยู่” บน blockchain แต่อาจ “ไม่มีอยู่” ในทางปฏิบัติ มันเป็นเหรียญของ Schrodinger ที่ทั้งมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน จนกว่ามันจะขยับหรือไม่ขยับไปตลอดกาล ความเห็นผู้เขียน ส่วนตัวผมมองว่ากระเป๋า Mt. Gox ใบนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในตลาดคริปโตควรรู้จักและติดตาม แต่ไม่ควรหวาดกลัวจนเกินเหตุ ทำไมน่ะเหรอ? เพราะมันนิ่งมา 15 ปีแล้ว ถ้าคนที่ถือ private key ของกระเป๋านี้ยังมีชีวิตอยู่และสามารถเข้าถึงได้ มีเหตุผลอะไรที่จะรอถึง 15 ปี? ตอน Bitcoin ขึ้นไป $69,000 ในปี 2021 ก็ไม่ขยับ ตอนขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ยังนิ่ง ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ Bitcoin เหล่านี้สูญหายถาวร และถ้ามันสูญหายจริง สิ่งที่ตามมาคือ Bitcoin มีความหายากมากกว่าที่ตัวเลขบนกระดาษบอก มากกว่านั้น ถ้ารวม Bitcoin ที่สูญหายจากกรณีอื่น ๆ อีกนับล้านเหรียญ ภาพรวมของอุปทานจริงจะแตกต่างจากที่ทุกคนเข้าใจโดยสิ้นเชิง แต่ผมก็ไม่ได้บอกให้ทุกคนมองข้ามความเสี่ยง เพราะถ้าวันหนึ่งกระเป๋าใบนี้เคลื่อนไหวขึ้นมาจริง ๆ ผลกระทบต่อจิตวิทยาตลาดจะรุนแรงมาก โดยเฉพาะถ้าเกิดในช่วงที่ความกลัวสูงอยู่แล้วอย่างตอนนี้ สิ่งที่ผมแนะนำคือ ให้ติดตาม on-chain data อย่างใกล้ชิด มีหลายเว็บไซต์ที่ monitor กระเป๋าเงินขนาดใหญ่แบบ real-time ถ้ากระเป๋านี้ขยับ คุณจะรู้ก่อนที่ข่าวจะออก สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Mt. Gox ไม่ใช่เรื่องของกระเป๋าที่หลับอยู่ แต่เป็นเรื่องที่ @iconpablo234 พูดไว้ว่า “ถ้าคุณไม่ถือ key เอง คุณก็ไม่ได้ถือเหรียญจริง” บทเรียนนี้ยังใช้ได้ทุกยุค ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ตาม ผีแห่ง Mt. Gox อาจหลอกหลอนเรื่องราคา แต่บทเรียนที่มันทิ้งไว้ยังคงปกป้องนักลงทุนมาจนถึงทุกวันนี้

Read More →
เปลี่ยนเกม! BlackRock เปิดตัว ETHB กองทุน Ethereum Staking ETF ตัวแรก แบ่งผลตอบแทน 82% ให้นักลงทุน
Business
⭐ Featured

เปลี่ยนเกม! BlackRock เปิดตัว ETHB กองทุน Ethereum Staking ETF ตัวแรก แบ่งผลตอบแทน 82% ให้นักลงทุน

BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ยื่นเอกสารแก้ไข S-1 กับ SEC ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 เพื่อเปิดตัว iShares Staked Ethereum Trust ETF (ETHB) ซึ่งเป็นกองทุน ETF แบบใหม่ที่จะนำ Ethereum ไป stake เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน โดย BlackRock affiliate ได้ซื้อ seed shares จำนวน 4,000 หุ้นในราคาหุ้นละ $25 รวมเป็นเงินทุนเริ่มต้น $100,000 (~3.2 ล้านบาท) เพื่อเริ่มซื้อและ stake Ethereum ETHB แตกต่างจาก ETHA (iShares Ethereum Trust) ที่มีอยู่แล้วซึ่งเพียงแค่ติดตามราคา Ethereum โดย ETHB จะนำ ETH ส่วนใหญ่ไป stake เพื่อสร้างผลตอบแทน โดยวางแผนจะ stake สูงสุด 95% ของทรัพย์สินทั้งหมดภายใต้สภาวะตลาดปกติ ส่วนที่เหลือ 5% จะเก็บไว้ใน “Liquidity Sleeve” เป็น ETH ที่ไม่ได้ stake เพื่อจัดการการไหลเข้า-ออกของกองทุนและค่าใช้จ่ายประจำวัน โครงสร้างค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน ผลตอบแทนจาก staking จะถูกแบ่งดังนี้: ส่วนที่นักลงทุนได้รับ: 82% ของผลตอบแทน staking ทั้งหมด ส่วนที่ BlackRock และ Coinbase แบ่งกัน: 18% ของผลตอบแทน staking โดยค่าธรรมเนียม จะอยู่ที่ 0.12% ต่อปี สำหรับ AUM แรก 2.5 พันล้านดอลลาร์ (~80,000 ล้านบาท) ในระยะ 12 เดือนแรก และหลังจากนั้นจะขึ้นเป็น 0.25% ต่อปี BlackRock ประมาณการว่าผลตอบแทน staking อยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี โดยอ้างอิงจากข้อมูลต้นปี 2026 อย่างไรก็ตาม เอกสารแจ้งเตือนชัดเจนว่าตัวเลขนี้ไม่รับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ยังระบุว่าผลตอบแทน staking มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากจำนวน validator ที่เข้าร่วมเครือข่าย Ethereum เพิ่มขึ้น Coinbase Prime จะทำหน้าที่เป็น Prime Execution Agent ดูแลโครงสร้างพื้นฐานการ staking ขณะที่ Coinbase Custody Trust Company จะเป็นผู้ดูแลสินทรัพย์หลัก โดยมี Anchorage Digital Bank เป็นผู้ดูแลสำรอง การล็อก Ethereum จะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่? ข้อมูลที่น่าสนใจคือผลกระทบต่ออุปทาน Ethereum ในตลาด ETHA ซึ่งเป็น spot Ethereum ETF ของ BlackRock ปัจจุบันมี AUM อยู่ที่ 6.58 พันล้านดอลลาร์ (~210,560 ล้านบาท) และถือครอง ETH ประมาณ 3.21 ล้าน ETH ทำให้เป็น Ethereum ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากสมมติว่า ETHB ประสบความสำเร็จเพียงครึ่งหนึ่งของ ETHA: AUM จะอยู่ที่ประมาณ 3.29 พันล้านดอลลาร์ (~105,280 ล้านบาท) จะถือครอง ETH ประมาณ 1.6 ล้าน ETH หาก stake 95% = ล็อก ETH ประมาณ 1.52 ล้าน ETH การคำนวณแสดงว่าหาก stake 95% ของ ETH ทั้งหมดที่อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน ETHB อาจสร้างผลตอบแทนรวม 28,800-43,300 ETH ต่อปี โดย BlackRock และผู้ให้บริการจะได้รับรายได้ 5,200-7,800 ETH ต่อปี และรายได้ของ BlackRock อาจอยู่ที่ 11-20 ล้านดอลลาร์ต่อปี ข้อควรระวัง: ระยะเวลา Activation และ Withdrawal เอกสารดังกล่าวได้เปิดเผยข้อจำกัดสำคัญของการ stake ที่นักลงทุนควรทราบ: การโอนเข้าไป Stake และการรอคิว: ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 มี Ethereum ประมาณ 4 ล้าน ETH รออยู่ในคิว ใช้เวลาประมาณ 70 วัน กว่าจะเริ่มสร้างผลตอบแทน หาก ETHB มีการไหลเข้าอย่างมาก Ethereum ส่วนใหญ่อาจรอในคิวหลายสัปดาห์ก่อนเริ่มสร้างผลตอบแทน การถอน Ethereum ออกจากการ Stale : Exit delay + withdrawability delay ประมาณ 27 ชั่วโมง Withdrawal sweep ใช้เวลา 7-10 วัน ในช่วงที่เครือข่ายแออัด กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน นี่เป็นความแตกต่างสำคัญจาก traditional finance ที่นักลงทุนเคยชิน ETH ที่ถูก stake ยังคงเป็นสินทรัพย์ on-chain แต่กระบวนการนำไปทำงานและดึงกลับออกมาต้องอยู่ภายใต้กฎของ Ethereum ไม่ใช่ความคาดหวังการชำระบัญชีของ Wall Street การแข่งขันและบริบทตลาด ETHB จะไม่ใช่ staking Ethereum ETF เพียงตัวเดียวในตลาด VanEck ก็ได้ยื่นเอกสารกับ SEC เพื่อขอเปิด staked Ethereum ETF เช่นกัน ขณะที่ Grayscale มี Ethereum ETF อยู่แล้ว 2 ตัว (ETHE และ ETH) ที่สร้างผลตอบแทนจาก staking อย่างไรก็ตาม การที่ ETHB เข้าสู่ตลาดจะเพิ่มน้ำหนักสถาบันอย่างมากให้กับหมวด staking ETF เนื่องจาก BlackRock มีการกระจายสินค้าที่กว้างขวางและการรับรู้แบรนด์ที่แข็งแกร่งในวงการการเงินแบบดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเปลี่ยนท่าทีของ SEC ภายใต้ประธานคนใหม่ Paul Atkins ซึ่งดูเหมือนจะผ่อนปรนกับเรื่อง staking มากขึ้น ในอดีต SEC ภายใต้ Gary Gensler เคยสั่งให้บริษัทต่าง ๆ ตัดส่วน staking ออกจากการยื่นเอกสาร โดยอ้างว่าบริการ staking ที่เสนอโดยแพลตฟอร์มอย่าง Kraken และ Coinbase อาจเป็นการเสนอหลักทรัพย์ที่ไม่ได้ลงทะเบียน ผู้เขียนเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า Ethereum กำลังวิวัฒนาการไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สถาบันยอมรับ และการที่ SEC เริ่มผ่อนปรนเรื่อง Staking ก็เป็นก้าวสำคัญในการเปิดประตูให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าสู่ระบบนิเวศ Ethereum มากขึ้น ที่มา: 99bitcoins , coinmarketcap , en.coin-turk , bsc.news , cryptoslate

Read More →
ไม่รวยก็ซวย! Saylor ท้าพิสูจน์ ถือ BTC ให้แน่น ไม่จบที่ 1 ล้านดอลลาร์ก็เหลือ 0
Business
⭐ Featured

ไม่รวยก็ซวย! Saylor ท้าพิสูจน์ ถือ BTC ให้แน่น ไม่จบที่ 1 ล้านดอลลาร์ก็เหลือ 0

Michael Saylor ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ MicroStrategy ได้ออกมาทำนายราคา Bitcoin (BTC) ในมุมมองที่กระทิงดุสุดขีดอีกครั้ง ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียล่าสุด Saylor ประกาศอย่างมั่นใจว่าสกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกกำลังจะมุ่งหน้าสู่ 1 ล้านดอลลาร์ หากมันไม่พังทลายลงไปเหลือศูนย์ “ถ้ามันไม่เหลือศูนย์ มันก็จะไปถึงหนึ่งล้าน” Saylor โพสต์ย้ำจุดยืนของตนเอง โดยไม่หวั่นไหวต่อความปั่นป่วนของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันที่กำลังสั่นคลอนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ก่อนหน้านี้เขาเคยระบุไว้ชัดเจนว่าคาดหวังจะเห็น BTC แตะหลักเจ็ดหลักได้ภายในสิ้นปี 2033 If it’s not going to zero, it’s going to a million. $BTC — Michael Saylor (@saylor) February 20, 2026 ประวัติการทำนายราคาอันดุดันของ Saylor การทำนายราคา Bitcoin ของ Saylor ทวีความดุดันและกล้าหาญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยทำนายว่า Bitcoin จะทะลุหลัก 100,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปี 2024 โดยถึงขั้นลั่นวาจาอย่างมั่นใจว่าเขากำลัง “วางแผนจัดปาร์ตี้ฉลอง 100,000 ดอลลาร์” ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า สำหรับการคาดการณ์ระยะยาว Saylor ประเมินอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีไว้ที่ 29% ตลอดระยะเวลา 21 ปี โดยผู้บริหารรายนี้เชื่อมั่นว่า Bitcoin จะพุ่งแตะ 13 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญภายในปี 2045 ที่ระดับราคานี้ เขาประเมินว่า Bitcoin จะครองสัดส่วนราว 7% ของเม็ดเงินทุนทั้งหมดบนโลก การตั้งเป้าหมายดังกล่าวถูกเปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk Box ของสำนักข่าว CNBC เมื่อเดือนกันยายน 2024 และถูกกล่าวย้ำอีกครั้งในรายการของ CNBC เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน เขายังให้เหตุผลด้วยว่า นักลงทุนรายย่อยจำเป็นต้องชิงจังหวะเข้าซื้อตัดหน้าสถาบันการเงิน เพราะเมื่อถึงเวลาที่ที่ปรึกษาทางการเงินบอกกับลูกค้าว่าการซื้อ Bitcoin นั้น “ปลอดภัย” ราคาของมันก็คงไปอยู่ที่ 1 ล้านดอลลาร์แล้ว และเมื่อพวกเขาเรียกมันว่า “ทางเลือกที่ชาญฉลาด” ราคาก็จะพุ่งไปถึง 10 ล้านดอลลาร์ตามมุมมองของ Saylor เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา Saylor ยังเคยมองข้ามช็อตไปถึงขั้นทำนายว่า Bitcoin จะแตะ 21 ล้านดอลลาร์ในอีก 21 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2046) โดยเขาอ้างอิงเป้าหมายที่สูงลิ่วนี้จากการเปลี่ยนแปลงของกระแสภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะท่าทีด้านกฎระเบียบของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไป รวมถึงโอกาสในการจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin เชิงยุทธศาสตร์ของอเมริกา จุดยืนของ Michael Saylor ถือเป็นขั้วสุดโต่ง ที่ชัดเจนที่สุดในวงการคริปโต แม้ตัวเลขหลักล้านดอลลาร์อาจดูเป็นเรื่องเพ้อฝันในสายตาคนนอก แต่ตรรกะที่เขานำมาสนับสนุน ทั้งเรื่องของความจำกัดของจำนวนเหรียญและการเข้ามาของสถาบันการเงิน ก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยาก การที่เขากล้าฟันธงว่า “ไม่ศูนย์ก็ล้าน” สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ว่า Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็นระบบการเงินใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนหรืออยู่ร่วมกับระบบเดิมอย่างแยกไม่ออก สำหรับนักลงทุนรายย่อย สิ่งที่ควรเรียนรู้จาก Saylor ไม่ใช่แค่การเชื่อตามเป้าหมายราคา แต่คือการมองเห็นคุณค่าในระยะยาวและกลยุทธ์การถือครองที่นิ่งพอท่ามกลางความผันผวนของตลาด ที่มา: X

Read More →
เมินข่าวภาษีทรัมป์! Bitcoin แข็งแกร่งจ่อทะลุ 68,000 ดอลลาร์-ดัน Altcoin กอดคอเด้งบวก
Business
⭐ Featured

เมินข่าวภาษีทรัมป์! Bitcoin แข็งแกร่งจ่อทะลุ 68,000 ดอลลาร์-ดัน Altcoin กอดคอเด้งบวก

Bitcoin (BTC) แทบไม่สะทกสะท้านกับความผันผวนจากข่าวการตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยราคายังคงไต่ระดับเข้าใกล้ 68,000 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโมเมนตัมเชิงบวกนี้ได้ช่วยฉุดให้กลุ่มเหรียญทางเลือก (Altcoin) เริ่มขยับตัวบวกขึ้นมาตาม ๆ กัน สถานการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าเมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินชี้ขาดว่า นโยบายกำแพงภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำตัดสินนี้ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าจะต้องจัดการกับเงินภาษีที่เก็บไปแล้วอย่างไร และไม่ได้แปลว่าสงครามการค้าของทรัมป์จะยุติลง เพราะรัฐบาลยังมีช่องทางกฎหมายและอำนาจบริหารอื่น ๆ ให้เลือกใช้อีกมาก ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เมื่อตกบ่าย ทรัมป์ได้ประกาศสวนทันควันว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่มอีก 10% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 3 วันข้างหน้า และจะลากยาวไปประมาณ 5 เดือน แต่ถึงกระนั้น มาตรการภาษีที่ถูกทบเพิ่มเข้ามาใหม่นี้ก็แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดเลย ตลอดช่วงการซื้อขาย สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีต่างพากันปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีภาพรวมตลาดอย่าง CoinDesk 20 ปรับบวกขึ้น 2.5% ในรอบ 24 ชั่วโมง โดยมีเหรียญอย่าง BNB, DOGE, ADA และ Solana (SOL) ขยับตัวนำตลาดด้วยการบวกเพิ่มขึ้น 3-4% ขณะที่ Bitcoin ก็ประคองตัวรักษาระดับซื้อขายอยู่ต่ำกว่า 68,000 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย ในฝั่งของตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้น 0.9% และ 0.7% ตามลำดับ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตต่างได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระดานเทรด Coinbase (COIN), ผู้พยุงมูลค่าเหรียญ Stablecoin อย่าง Circle (CRCL) และบริษัทที่มีคลังเก็บ Bitcoin ขนาดใหญ่อย่าง Strategy (MSTR) ที่ต่างปรับตัวบวกมากกว่า 2% อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเหมืองขุด Bitcoin ที่ไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI กลับมีแรงเทขายสวนทาง โดยบริษัทอย่าง Riot Platforms (RIOT), Cipher Mining (CIFR), IREN และ TeraWulf (WULF) ร่วงลงราว 3-6% คาดตลาดคริปโตยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบ Paul Howard ผู้อำนวยการของบริษัทเทรด Wincent ให้มุมมองว่า สาเหตุที่สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นเล็กน้อยหลังมีข่าวเรื่องภาษี เป็นเพราะตลาดประเมินว่านโยบายกำแพงภาษีนั้นส่งผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค (Macro) จึงทำให้เม็ดเงินไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อเก็งกำไรแทน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าตลาดยังขาดแรงส่งที่มากพอจะดันให้ราคาเบรกทะลุกรอบเดิมขึ้นไปได้ เนื่องจากปริมาณการซื้อขายในปัจจุบันยังคงเบาบาง ทำให้คาดว่าราคาคริปโตจะยังคงแกว่งตัวออกข้าง (Rangebound) ต่อไปในระยะนี้ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยช็อกตลาดจากฝั่งเศรษฐกิจหรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาแทรกแซง โดยความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ โอกาสที่ทรัมป์อาจสั่งโจมตีอิหร่านในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ระดมกำลังทหารเข้าไปในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์แล้ว การตอบสนองของตลาดต่อข่าวสารรอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มากขึ้น การที่ศาลสูงสุดตีตกภาษีเดิมแต่ทรัมป์ก็งัดกฎหมายใหม่มาเก็บภาษีเพิ่มทันที แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ทว่าการที่ Bitcoin สามารถประคองตัวอยู่ได้ เป็นการย้ำให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มมองข้ามความผันผวนจากการเมืองสหรัฐฯ ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากเกิดการปะทะกับอิหร่านจริง ย่อมส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและเม็ดเงินอาจไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่ควรจัดสรรพอร์ตอย่างรัดกุมและหลีกเลี่ยงการใช้อัตราทด (Leverage) ที่สูงเกินไป ที่มา: coindesk

Read More →
ทรัมป์อ้าง IEEPA ให้อำนาจปิดการค้า ตลาดคริปโตเสี่ยงผันผวน
Business
⭐ Featured

ทรัมป์อ้าง IEEPA ให้อำนาจปิดการค้า ตลาดคริปโตเสี่ยงผันผวน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 อ้างอำนาจภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ว่าตนสามารถปิดการค้าหรือประกาศคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ ได้ แม้จะไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามคำตัดสินของศาลสูงสุด ทรัมป์กล่าวว่า “ผมสามารถทำลายประเทศได้” ตามรายงานของ Cointelegraph ซึ่งสร้างความกังวลในตลาดการเงินโลกรวมถึงตลาดคริปโตที่มีความไวต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลสูงสุดฯ ตัดสินว่านโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ผิดรัฐธรรมนูญเมื่อไม่กี่วันก่อน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์หาช่องทางใหม่เก็บภาษีนำเข้า หลังแพ้ศาลสูงสุด โดยทีมกฎหมายของทรัมป์พยายามหาช่องทางทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อดำเนินนโยบายการค้าของตน IEEPA คืออะไร ทำไมทรัมป์ถึงยกมาอ้าง กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการจัดการกับภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยสามารถสั่งอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรม หรือตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับบุคคลหรือประเทศที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ กฎหมายนี้ถูกใช้มาก่อนหน้านี้ในการคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ เช่น อิหร่าน และเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์อ้างถึง IEEPA ในบริบทสงครามการค้าครั้งนี้ ถือเป็นการขยายขอบเขตการใช้กฎหมายที่อาจนำไปสู่ปัญหาทางรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม นักกฎหมายหลายคนมองว่าการใช้ IEEPA เพื่อบังคับใช้นโยบายภาษีหรือการค้าแทนที่จะเป็นการจัดการกับภัยคุกคามความมั่นคงโดยตรง อาจถูกท้าทายในศาลได้เช่นกัน ทรัมป์เองก็ยอมรับว่ากฎหมายนี้ไม่อนุญาตให้เก็บภาษี “แม้แต่หนึ่งดอลลาร์” แต่ให้อำนาจในการตัดขาดการค้าได้โดยสิ้นเชิง ผลกระทบต่อตลาดคริปโต การแถลงของทรัมป์ครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี หากทรัมป์ดำเนินการตัดการค้ากับประเทศหลัก ๆ โดยใช้ IEEPA จะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนหลบหนีจากสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าการบานปลายของสงครามการค้าในรูปแบบนี้ อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักต่อ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ที่ยังคงมีความสัมพันธ์สูงกับตลาดหุ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่มขึ้นจากการใช้อำนาจบริหารโดยไม่คำนึงถึงคำตัดสินของศาลสูงสุด ยังกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนตลาดการเงินทั่วโลก นักลงทุนต้องจับตาอะไร สิ่งที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการตอบสนองของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดโลก หาก S&P 500 และ Nasdaq ร่วงหนักเนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า แนวโน้มของ Bitcoin และสินทรัพย์คริปโตจะตามไปด้วย นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเนื่องจากความไม่แน่นอน อาจกดดันราคาคริปโตลง นักลงทุนควรจับตาการตอบสนองจากประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีนและสหภาพยุโรป หากเกิดการตอบโต้ในรูปแบบที่รุนแรงขึ้น จะยิ่งทำให้ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจของศาลต่อการใช้อำนาจของทรัมป์ภายใต้ IEEPA ในอนาคตก็เป็นจุดที่ต้องติดตาม ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการแถลงของทรัมป์ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่น่ากังวลมาก การที่ประธานาธิบดีพูดว่า “สามารถทำลายประเทศได้” แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่ก้าวร้าวและไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง สำหรับตลาดคริปโต ผมมองว่านี่เป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นที่ชัดเจน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่มขึ้นจะทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ผมแนะนำให้จับตาระดับแนวรับสำคัญของ Bitcoin ที่ $80,000 ถ้าหลุดลงไปอาจเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากสถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินแบบดั้งเดิม Bitcoin อาจกลับมาได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกในการเก็บมูลค่าทรัพย์สิน ตอนนี้ระมัดระวังและรอดูพัฒนาการต่อไปเป็นสำคัญครับ

Read More →
ครั้งแรกของโลก ! Tether จับมือ Elemental นำร่องจ่ายปันผลหุ้นเป็น ‘ทองคำดิจิทัล XAUT’
Business
⭐ Featured

ครั้งแรกของโลก ! Tether จับมือ Elemental นำร่องจ่ายปันผลหุ้นเป็น ‘ทองคำดิจิทัล XAUT’

วงการคริปโตกำลังได้เป็นพยานพบเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ Elemental Royalty Corporation (ELE) บริษัทด้านค่าภาคหลวงเหมืองแร่ทองคำ มีแผนที่จะมอบทางเลือกให้นักลงทุนสามารถรับเงินปันผลเป็นทองคำ พวกเขาประกาศว่า ทางบริษัทเป็นเจ้าแรกที่เปิดให้นักลงทุนสามารถรับเงินปันผลในรูปแบบของคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับทองคำแท้ แบบที่ไม่เคยมีบริษัทไหนกล้าทำมาก่อน ผ่านการใช้งาน Tether Gold (XAUT) สำหรับผู้ถือหุ้นที่เลือกปันผลรูปแบบใหม่นี้จะได้รับเงินในรูปแบบ XAUT แทนที่จะเป็นเงินเฟียต ซึ่งจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาของทองคำ พร้อมกับความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นจากการชำระบัญชีในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะได้รับเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 12 เซนต์ต่อหุ้น โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดรายไตรมาส” ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังจากที่ Tether ได้ทำการเข้าซื้อ 1 ใน 3 ของบริษัท Elemental เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลทำให้โทเคนที่ตรึงมูลค่าเข้ากับทองคำมีกรณีใช้งานจริงที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันโทเคนทองคำได้กลายมาเป็นประเภทของสินทรัพย์ใหม่ที่เติบโตเร็วขึ้นอย่างมาก โดยมีมูลค่าตลาดมากกว่า $5 พันล้าน ซึ่ง XAUT ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งในตลาดมากที่สุด ซึ่งทาง Tether เคยกล่าวว่าการเติบโตอันรวดเร็วนี้เป็นผลมาจากความต้องการของนักลงทุนรายย่อยที่อยากเข้าซื้อทองแต่ไม่อยากผ่านตัวกลางแบบทั่วไป ที่มา : Coindesk

Read More →
หนุ่มกะลาโพสต์บ่นติดดอย ‘ทองคำ’ หนาวไม่ไหว หลังทุ่มเงินซื้อที่ยอด มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท
Business
⭐ Featured

หนุ่มกะลาโพสต์บ่นติดดอย ‘ทองคำ’ หนาวไม่ไหว หลังทุ่มเงินซื้อที่ยอด มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท

ใครว่ามีแต่ชาวคริปโทฯ ที่ต้องยืนหนาวบนยอดดอย ล่าสุด พี่หนุ่ม กะลาตบเท้าเข้าแก๊งผู้ประสบภัยเป็นเรียบร้อย หลังเจ้าตัวโพสต์ภาพตัดต่อยืนสั่นกลางพายุหิมะ พร้อมแคปชั่นที่อ่านแล้วทั้งขำทั้งจุกว่า “ผมหนาวไม่ไหวแล้ว” เรื่องของเรื่องคือพี่แกใจถึง จัดหนักเหมาทองคำแท่ง 100 บาท ช่วงพีคสุดๆ ตอนช่วง 29 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่ราคาทะลุ 81,450 บาท กะว่าตรุษจีนนี้เฮงแน่ แต่ตลาดกลับทุบราคาดิ่งลงมาเหลือ 72,000 ในปัจจุบัน จากการคำนวณคร่าวๆ เงินพี่หนุ่มน่าจะหายวับไปเกือบ 1 ล้านบาท จากนักร้องดังกลายเป็นผู้ประสบภัยทองคำไปโดยปริยาย ราคาทองคำ ณ วันที่ 18 ก.พ. 69 ที่มา: สมาคมค้าทอง งานนี้ไม่ได้แค่เรียกเสียงฮา แต่สะท้อนหัวอกนักลงทุนได้เจ็บสุดๆ เพราะต่อให้เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงอย่างทองคำ ถ้าเข้าผิดจังหวะตอนกราฟกำลังพุ่งเพราะกลัวตกรถก็ทำเอาหนาวจับขั้วหัวใจได้เหมือนกัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่พี่หนุ่มยอมเจ็บแล้วเอามาเล่าให้แฟนคลับได้ยิ้มสู้ไปด้วยกัน มุมมองผู้เขียน: เคสพี่หนุ่ม กะลา ถือเป็นตัวอย่างที่คลาสสิกมากสำหรับคำว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเป็น Bitcoin หรือทองคำที่ดูมีความมั่นคงที่สุดก็ตาม จังหวะการเข้าซื้อคือ หัวใจสำคัญที่สุดในการลงทุนเสมอ

Read More →
Team

Ready to join our team?

Get crypto news, updates, and special perks in our LINE OpenChat