Advertisement
OpenAI อาจล้มละลายใน 2 ปี แล้วตลาดคริปโตจะโดนอะไรบ้าง?
Business⭐ Featured

OpenAI อาจล้มละลายใน 2 ปี แล้วตลาดคริปโตจะโดนอะไรบ้าง?

ลองจินตนาการดูว่าบริษัทที่ทั้งโลกยกให้เป็นผู้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันดับหนึ่ง บริษัทที่ได้รับเงินลงทุนมหาศาลจาก Microsoft และนักลงทุนระดับโลก บริษัทที่ผลิตภัณฑ์อย่าง ChatGPT มีผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคน กลับมีความเสี่ยงที่จะ “ล้มละลาย” ภายในเวลาเพียง 2 ปี ฟังดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อ แต่นี่คือสิ่งที่ข้อมูลกำลังบอกเรา

ข่าวที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์โดยบัญชี @Eng_china5 ระบุว่า “OpenAI อาจเผชิญกับการล้มละลายภายใน 2 ปี โดยผู้ใช้ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิกมีเพียงประมาณ 5% ของผู้ใช้ทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานสูงหลายพันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับรายได้ที่จำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพาเงินทุนและการลงทุนจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง” โพสต์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากด้วยยอดไลก์กว่า 810 ครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากกังวลกับเรื่องนี้จริง ๆ

แต่คำถามสำคัญที่สุดสำหรับผู้อ่าน Siam Blockchain คือ ถ้า OpenAI จุดชนวนวิกฤต AI แล้วตลาดคริปโตจะได้รับผลกระทบอย่างไร? เหรียญ AI จะดิ่งลงเหว? หรือนี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของโปรเจกต์ AI แบบกระจายอำนาจ (Decentralized AI)?

ปัญหาแท้จริงของ OpenAI ที่ตัวเลขบอกชัด

ก่อนจะวิเคราะห์ผลกระทบต่อคริปโต เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไม OpenAI ถึงอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลขนาดนี้ แม้จะดูเหมือนบริษัทที่ “รุ่งเรือง” ที่สุดในวงการเทคโนโลยี

ประเด็นแรกคือโครงสร้างรายได้ที่เปราะบาง เมื่อผู้ใช้ที่จ่ายเงินจริง ๆ มีเพียงประมาณ 5% จากผู้ใช้ทั้งหมดนับร้อยล้านคน นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT ฟรี ๆ โดยไม่ได้สร้างรายได้ให้บริษัท แต่กลับกินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ไปมหาศาล ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์คำถามใน ChatGPT เซิร์ฟเวอร์ต้องทำงาน GPU ต้องประมวลผล ค่าไฟฟ้าต้องจ่าย ค่าคลาวด์ต้องเสีย ยิ่งมีผู้ใช้ฟรีเยอะ ยิ่งขาดทุนเยอะ

ประเด็นที่สองคือต้นทุนที่พุ่งขึ้นไม่มีเพดาน การฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง GPT-4 หรือโมเดลรุ่นถัดไปนั้นต้องใช้เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งค่า GPU จาก Nvidia ค่าศูนย์ข้อมูล (Data Center) ค่าจ้างวิศวกรระดับหัวกะทิ และค่าดำเนินงานทั่วไป ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ลดลงตามเวลา แต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการแข่งขันด้าน AI กำลังเข้มข้นขึ้นทุกวัน

ประเด็นที่สามคือการพึ่งพาเงินลงทุนจากภายนอก OpenAI ไม่ได้ทำกำไร บริษัทยังอยู่ในโหมด “เผาเงิน” (Cash Burn) อย่างหนัก โดยพึ่งพาเงินลงทุนจาก Microsoft และรอบการระดมทุนใหม่ ๆ เป็นหลัก ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบนี้จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ความเชื่อมั่นสะดุด เงินก็อาจหยุดไหลเข้า

ทำไมวิกฤต OpenAI ถึงเกี่ยวข้องกับตลาดคริปโต

หลายคนอาจสงสัยว่า OpenAI เป็นบริษัทเทคโนโลยีแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไม่ได้เกี่ยวกับบล็อกเชนหรือคริปโตเลย แล้วทำไมต้องสนใจ? คำตอบคือ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแส AI กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของตลาดคริปโต

เหรียญที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Render (RNDR), Fetch.ai (FET), SingularityNET (AGIX ซึ่งปัจจุบันรวมเป็น ASI Alliance), Bittensor (TAO) และอีกมากมาย ล้วนพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงที่กระแส AI เฟื่องฟู โดยเฉพาะหลัง ChatGPT เปิดตัวในปลายปี 2022 เหรียญกลุ่ม AI กลายเป็นหมวดที่มีการเติบโตสูงที่สุดในตลาดคริปโต

ถ้า OpenAI ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ AI ทั้งวงการ เกิดล้มละลายหรือประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ผลกระทบจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 ทาง

ทางแรกคือ “Narrative Collapse” หรือการพังทลายของเรื่องเล่า เหรียญ AI หลายตัวราคาพุ่งขึ้นไม่ได้เพราะตัวโปรเจกต์มีรายได้จริง แต่เพราะ “เรื่องเล่า” ว่า AI คืออนาคต ถ้าบริษัท AI ใหญ่สุดในโลกยังอยู่ไม่รอด ตลาดอาจตั้งคำถามว่าโปรเจกต์ AI ในคริปโตที่เล็กกว่าหลายเท่าจะอยู่ได้อย่างไร

ทางที่สองคือผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันตลาดคริปโตมีความสัมพันธ์สูงกับหุ้น Nasdaq ถ้า AI Bubble แตก หุ้นเทคโนโลยีร่วงหนัก คริปโตก็มีโอกาสร่วงตามไปด้วย

ทางที่สามคือเรื่องของ “เงินฉลาด” (Smart Money) กองทุนและนักลงทุนสถาบันหลายรายที่ลงทุนใน AI Token อาจทบทวนพอร์ตของตัวเอง ถ้ามองว่าความเสี่ยงของกระแส AI สูงขึ้น เงินก็อาจไหลออกจากเหรียญกลุ่มนี้

อีกมุมหนึ่ง Decentralized AI อาจเป็นผู้ชนะ

แต่ก่อนจะตื่นตระหนกไป ลองมองอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจกว่า ปัญหาหลักของ OpenAI คือ “ต้นทุนสูงเกินไป” เพราะเป็นโมเดลรวมศูนย์ที่ต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเอง แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาที่คอนเซปต์ของ Decentralized AI ใน Web3 ปัญหานี้อาจมีทางออก

โปรเจกต์อย่าง Bittensor (TAO) สร้างเครือข่ายที่ให้คนทั่วโลกร่วมกันฝึกโมเดล AI โดยใช้ทรัพยากร GPU แบบกระจายศูนย์ Render Network ให้คนที่มี GPU เหลือส่งพลังประมวลผลเข้าเครือข่ายและได้ Token เป็นรางวัล Fetch.ai สร้าง Agent อัจฉริยะที่ทำงานบนบล็อกเชน โมเดลเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งศูนย์ข้อมูลขนาดยักษ์ ไม่ต้องเผาเงินหลายพันล้านในการดำเนินงาน

พูดง่าย ๆ ถ้า OpenAI ล้มเพราะโมเดลรวมศูนย์มันแพงเกินไป นั่นอาจกลายเป็นหลักฐานยืนยันว่า AI แบบกระจายอำนาจมีอนาคต เป็นสิ่งที่ชุมชนคริปโตพูดมาตลอดว่าการกระจายอำนาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ถ้าวิกฤต OpenAI เกิดขึ้นจริง เราอาจเห็นเงินไหลจากเหรียญ AI ที่ขายฝันอย่างเดียว ไปหาเหรียญ AI ที่มีโมเดลรายได้จริงและต้นทุนต่ำกว่า

บทเรียนจากฟองสบู่ Dot-com สู่ฟองสบู่ AI?

ใครที่เคยอ่านประวัติศาสตร์ตลาดการเงินคงนึกถึงเหตุการณ์ฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000 ตอนนั้นบริษัทอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย หลายบริษัทมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ เมื่อฟองสบู่แตก บริษัทส่วนใหญ่ล้มหายไป แต่บริษัทที่อยู่รอดอย่าง Amazon, Google กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองโลก

สถานการณ์ AI ตอนนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก บริษัท AI เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทุกบริษัทบอกว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลก เงินลงทุนไหลเข้าอย่างบ้าคลั่ง แต่แทบไม่มีใครทำกำไรได้จริง ถ้า OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่ “ดีที่สุด” ในวงการยังอาจอยู่ไม่รอด แล้วบริษัทที่เล็กกว่าจะเป็นอย่างไร

ในวงการคริปโตเองก็เช่นกัน เหรียญ AI มีหลายร้อยตัว แต่กี่ตัวที่มีผู้ใช้งานจริง? กี่ตัวที่มีรายได้? กี่ตัวที่เทคโนโลยีใช้งานได้ ไม่ใช่แค่ Whitepaper สวย ๆ? ถ้า OpenAI ล้ม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “คัดกรอง” ครั้งใหญ่ในวงการ AI ทั้งหมด ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดคริปโต

ผลกระทบต่อ Bitcoin และตลาดคริปโตภาพรวม

นอกจากผลกระทบต่อเหรียญกลุ่ม AI โดยตรงแล้ว ยังต้องพิจารณาผลกระทบต่อตลาดคริปโตภาพใหญ่ด้วย Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่ง อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมถ้าวิกฤต AI ลุกลามไปสู่ตลาดหุ้นเทคโนโลยี

ลองนึกภาพว่าถ้า AI Bubble แตก หุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nvidia, Microsoft, Alphabet ร่วงหนัก ดัชนี Nasdaq ดิ่งลง ความกลัวลุกลามไปทั่ว นักลงทุนสถาบันอาจลดความเสี่ยงทุกสินทรัพย์ รวมถึง Bitcoin และคริปโตด้วย นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

แต่ในทางกลับกัน ถ้าวิกฤตจำกัดอยู่แค่บริษัท AI ที่ยังไม่ทำกำไร Bitcoin ซึ่งมี Narrative ของตัวเองเกี่ยวกับการเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อและ “ทองคำดิจิทัล” อาจได้รับผลกระทบน้อย หรืออาจไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะเหตุผลที่คนซื้อ Bitcoin ไม่เกี่ยวกับ AI

สิ่งที่ต้องจับตาคือ ถ้าข่าวเรื่อง OpenAI มีปัญหาการเงินออกมาเป็นทางการ ให้ดู Correlation ระหว่างดัชนีหุ้น AI กับ Bitcoin และเหรียญ AI ในสัปดาห์ถัดไปอย่างใกล้ชิด เพราะนั่นจะบอกเราได้ว่าตลาดคริปโต “แยกตัว” จากหุ้นเทคโนโลยีได้จริงหรือไม่

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่จุดจบของ OpenAI ในทันที ต้องเข้าใจว่า OpenAI ยังมี Microsoft หนุนหลังอยู่ และการระดมทุนรอบใหม่ ๆ ยังเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ข่าวนี้บอกเราอย่างชัดเจนคือ โมเดลธุรกิจ AI แบบรวมศูนย์ที่เผาเงินมหาศาลนั้นไม่ยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับตลาดคริปโต ผมมองว่าเหรียญ AI ที่พุ่งขึ้นแค่เพราะกระแสโดยไม่มีผลิตภัณฑ์จริงหรือรายได้จริง อาจเจอแรงขายหนักในอนาคตอันใกล้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ OpenAI ล้มละลาย แค่ข่าวแบบนี้ออกมาเรื่อย ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ Sentiment ของนักลงทุนเปลี่ยนไป

แต่ในอีกมุม ผมกลับมองว่านี่อาจเป็นโอกาส โปรเจกต์ AI แบบกระจายอำนาจที่มีโมเดลธุรกิจชัดเจน มีผู้ใช้งานจริง มีรายได้จริง อาจโดดเด่นขึ้นมาในช่วงที่ตลาดคัดกรอง ผมแนะนำให้จับตาดูว่าโปรเจกต์ AI ไหนในคริปโตที่มี “Revenue” จริง ไม่ใช่แค่ “Promise” เพราะเมื่อกระแสหมดไป จะเหลือเพียงโปรเจกต์ที่แข็งแกร่งจริง ๆ เท่านั้นที่อยู่รอด เหมือนกับที่ Amazon รอดจากฟองสบู่ Dot-com มาได้

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า OpenAI จะล้มหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นคือตลาด AI กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้อง “พิสูจน์ตัวเอง” ไม่ใช่แค่ขายฝันอีกต่อไป และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับทุกสินทรัพย์ที่ผูกกับเรื่องเล่าของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงเหรียญ AI ในตลาดคริปโตด้วย

Published: 2/23/2026, 1:22:17 PM

Advertisement

Related Articles

เปิด 3 สาเหตุพยุงราคา! ทำไมเหรียญ ‘KUB’ ถึงไม่น่าร่วงต่ำกว่า 30 บาทได้นาน
Business

เปิด 3 สาเหตุพยุงราคา! ทำไมเหรียญ ‘KUB’ ถึงไม่น่าร่วงต่ำกว่า 30 บาทได้นาน

Read More →
กระเป๋า Mt. Gox ที่หลับไป 15 ปี ถือ BTC เกือบ 80,000 เหรียญ ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่หายไปตลอดกาล?
Business

กระเป๋า Mt. Gox ที่หลับไป 15 ปี ถือ BTC เกือบ 80,000 เหรียญ ระเบิดเวลาหรือสมบัติที่หายไปตลอดกาล?

Read More →