ประธานาธิบดี Donald Trump สร้างความสนใจในตลาดพลังงาน หลังประกาศว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่กับเวเนซุเอลา เพื่อเข้าถึงน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดย Trump ระบุว่าดีลดังกล่าวจะช่วยเพิ่มแหล่งน้ำมันที่สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ และเรียกว่าเป็น “ดีลน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานภายในประเทศ หลังความขัดแย้งกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ หรือ SPR ก็ลดลงอย่างมาก ทำให้การเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลากลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน
จากดีลน้ำมันหลักสิบล้านบาร์เรล สู่ข้อตกลง 65,000 ล้านบาร์เรล
ข้อตกลงล่าสุดมีขนาดแตกต่างจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างมาก โดยในเดือนมกราคม 2026 รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาเคยตกลงส่งมอบน้ำมันให้สหรัฐฯ ราว 30-50 ล้านบาร์เรล ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ NPR
แต่ข้อตกลงล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบน้ำมันที่ผลิตออกมาแล้วเท่านั้น แต่เป็นการเปิดทางให้สหรัฐฯ และบริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งน้ำมันที่มีน้ำมันสำรองอยู่ใต้ดินมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล ทำให้ข้อตกลงครั้งนี้มีผลในระยะยาวมากกว่า และอาจเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างมีนัยสำคัญ
เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณสำรองรวมมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ทำให้การเปิดแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมของประเทศมีศักยภาพที่จะส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลกได้ หากสามารถฟื้นฟูการผลิตให้กลับมาใกล้เคียงศักยภาพเดิมได้
โครงสร้างข้อตกลง สหรัฐฯ จะได้อะไรจากดีลนี้
ตามรายงานของ CNN เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า บริษัทเอกชนรายใหม่จะเข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ จะได้รับส่วนแบ่งผลผลิตประมาณ 55% ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาจะให้สิทธิในการพัฒนาแหล่งน้ำมันเป็นระยะเวลานานถึง 100 ปีบริษัทดังกล่าวคาดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันเอกชนที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในโลก โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงผ่านทั้งการลงทุนและการจัดหาน้ำมันในอนาคต
Trump ระบุว่าข้อตกลงนี้จะไม่สร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน และเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันที่สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงได้ พร้อมลดต้นทุนพลังงานสำหรับประชาชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทางการเงินและโครงสร้างการถือครองของข้อตกลงยังไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมด ทำให้ยังต้องติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมว่าผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายจะถูกจัดสรรอย่างไรในทางปฏิบัติ
ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องการน้ำมันจากเวเนซุเอลาตอนนี้
ช่วงเวลาของข้อตกลงถือว่าน่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในขณะที่ตลาดพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามกับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญที่รองรับการขนส่งน้ำมันของโลกในสัดส่วนสูง
ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรล หลังถูกนำออกมาใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ด้านพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ตามข้อมูลที่รายงานโดย Washington Timesการเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลาจึงมีความสำคัญมากกว่าการลดราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะยังเกี่ยวข้องกับการสร้างแหล่งพลังงานทางเลือกและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำมันในภูมิภาคที่กำลังมีความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม น้ำมันสำรองจำนวน 65,000 ล้านบาร์เรลไม่ได้หมายความว่าน้ำมันทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ตลาดได้ทันที เพราะอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรมมาหลายปี การเพิ่มกำลังผลิตจึงต้องใช้เงินทุนและเวลาอีกมาก
ผู้เขียนมองว่าดีลนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันที แม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมหาศาล แต่ความสามารถในการผลิตจริงยังต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก การพัฒนาแหล่งน้ำมันและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอาจต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้น ตลาดอาจยังไม่เห็นผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในระยะสั้น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดของข้อตกลง การลงทุนเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา และความสามารถในการเพิ่มกำลังผลิตจริง หากสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ดีลนี้ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันโลกและลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานได้ แต่ในระยะสั้นยังไม่ควรคาดหวังว่าน้ำมันสำรอง 65,000 ล้านบาร์เรลจะกลายเป็นน้ำมันที่พร้อมขายในตลาดทันที





